Shopify vs Lazada: ขายที่ไหนดี? เปรียบเทียบสำหรับธุรกิจไทยปี 2026

Shopify vs Lazada: ขายที่ไหนดี? เปรียบเทียบสำหรับธุรกิจไทยปี 2026

คำตอบสั้น ๆ: Lazada เหมาะกับการเข้าถึงนักช้อปจำนวนมากทันทีโดยไม่มีต้นทุนคงที่ ส่วน Shopify คือการสร้างช่องทางขายที่เป็นของแบรนด์เอง กำไรต่อออเดอร์สูงกว่า ควบคุมประสบการณ์ได้ และเก็บข้อมูลลูกค้าได้ 100% สำหรับแบรนด์ที่ต้องการเติบโตระยะยาว คำตอบที่ดีที่สุดมักไม่ใช่ “เลือกอันไหน” แต่คือ “จัดสัดส่วนสองช่องทางนี้อย่างไร”

บทความนี้เปรียบเทียบการขายบน Lazada กับการมีเว็บ Shopify ของตัวเอง ในบริบทของธุรกิจไทยปี 2026 ทั้งค่าธรรมเนียม การสร้างแบรนด์ และกลยุทธ์ผสมช่องทาง

Lazada กับ Shopify ต่างกันอย่างไรโดยพื้นฐาน

Lazada คือ Marketplace รายใหญ่ของภูมิภาคที่มีระบบนิเวศครบทั้ง LazMall โปรแกรมส่งเสริมการขาย และระบบขนส่งของตัวเอง จุดแข็งคือฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่และความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม เหมาะกับการเริ่มขายเร็วและเข้าถึงลูกค้าที่พร้อมซื้อ

Shopify คือแพลตฟอร์มสร้างร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์เอง คุณควบคุมทุกอย่างได้ตั้งแต่ดีไซน์ ราคา โปรโมชัน จนถึงประสบการณ์หลังการขาย ไม่ต้องแข่งราคากับร้านข้าง ๆ และทุกออเดอร์สร้างฐานข้อมูลลูกค้าที่เป็นทรัพย์สินของธุรกิจ

ตารางเปรียบเทียบ Shopify vs Lazada ปี 2026

หัวข้อShopify (เว็บของตัวเอง)Lazada (Marketplace)
ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นค่าแผนรายเดือน เริ่มราว $39/เดือนเปิดร้านฟรี
ค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์ค่าเกตเวย์ชำระเงินตามผู้ให้บริการค่าคอมมิชชันราว 5.35–11.77% (Marketplace) หรือสูงกว่าใน LazMall + ค่าชำระเงินราว 3.21% (รวม VAT)
ทราฟฟิกสร้างเองผ่าน SEO / Ads / Socialมาจากแพลตฟอร์มและแคมเปญใหญ่ เช่น เทศกาลเลขคู่
ข้อมูลลูกค้าเป็นของแบรนด์ทั้งหมดจำกัดตามที่แพลตฟอร์มเปิดให้
การสร้างแบรนด์อิสระเต็มที่อยู่ในกรอบหน้าร้านของแพลตฟอร์ม
โปรโมชันออกแบบเองทั้งหมดผูกกับแคมเปญและเงื่อนไขแพลตฟอร์ม

หมายเหตุ: อัตราค่าธรรมเนียม Lazada ต่างกันตามหมวดสินค้าและประเภทร้าน (Marketplace / LazMall) และมีการปรับเป็นระยะ ควรตรวจสอบจาก Seller Center ล่าสุด

มุมค่าใช้จ่าย: ฟรีที่ไม่ฟรี กับค่าเช่าที่คุมได้

การเปิดร้านบน Lazada ไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่ แต่ทุกออเดอร์ถูกหักค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียมชำระเงิน รวมกันมักอยู่ราว 8–15% ของยอดขาย และหากเข้าร่วมโปรแกรมเสริม เช่น แพ็กเกจส่งฟรีหรือแคมเปญพิเศษ ก็มีสัดส่วนหักเพิ่มอีก เมื่อรวมค่าโฆษณาในแพลตฟอร์ม ต้นทุนขายรวมอาจแตะ 20% หรือมากกว่าในหมวดที่แข่งขันสูง

ฝั่ง Shopify มีค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือนที่คาดการณ์ได้ บวกค่าธรรมเนียมชำระเงินของเกตเวย์ ยอดขายยิ่งโต สัดส่วนต้นทุนแพลตฟอร์มต่อยอดขายยิ่งลดลง นี่คือเหตุผลที่แบรนด์ยอดขายสูงมักให้เว็บตัวเองเป็นช่องทางหลักในการทำกำไร

การสร้างแบรนด์และลูกค้าประจำ: จุดที่ Shopify ให้มากกว่า

บน Lazada ลูกค้าจดจำ “ดีล” มากกว่า “แบรนด์” การตัดสินใจส่วนใหญ่เกิดจากราคา คูปอง และรีวิว ขณะที่หน้าเว็บของแบรนด์เองคือพื้นที่เล่าเรื่อง สร้างความเชื่อมั่น นำเสนอสินค้าในแบบของคุณ และออกแบบประสบการณ์ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงกล่องพัสดุ

ที่สำคัญคือระบบสมาชิกและการตลาดหลังการขาย เมื่อลูกค้าซื้อบนเว็บของคุณ คุณสามารถส่งอีเมลขอบคุณ แนะนำสินค้าที่เข้ากัน ให้ส่วนลดวันเกิด หรือเชื่อม LINE OA เพื่อดูแลต่อ ทั้งหมดนี้สร้าง Customer Lifetime Value ที่ Marketplace ให้ไม่ได้

กลยุทธ์ผสมช่องทางสำหรับแบรนด์ไทย

แนวทางที่เราแนะนำลูกค้าเสมอคือมอง Lazada เป็น “หน้าร้านสาขาในห้าง” และเว็บ Shopify เป็น “สำนักงานใหญ่” ใช้ Lazada เก็บยอดจากแคมเปญใหญ่และลูกค้าที่ค้นหาในแพลตฟอร์ม พร้อมกันนั้นก็สร้างเหตุผลให้ลูกค้ามาช่องทางตรง เช่น สิทธิพิเศษเฉพาะเว็บ เซ็ตสินค้า Exclusive หรือบริการหลังการขายที่ดีกว่า

เมื่อสัดส่วนยอดขายช่องทางตรงโตขึ้น ธุรกิจจะมีกำไรเฉลี่ยดีขึ้น มีข้อมูลลูกค้าลึกขึ้น และต่อรองกับทุกแพลตฟอร์มได้จากจุดที่แข็งแรงขึ้น เพราะไม่ได้พึ่งพาช่องทางใดช่องทางเดียวอีกต่อไป

สรุป: เลือกอย่างไรดี?

ใช้ Lazada เป็นหลักถ้า: คุณอยู่ช่วงเริ่มต้น ต้องการยอดขายเร็ว หรือสินค้าของคุณเป็นหมวดที่คนนิยมค้นหาใน Marketplace โดยตรง

ลงทุนใน Shopify เมื่อ: มีฐานลูกค้าซื้อซ้ำ เริ่มเห็นค่าธรรมเนียมกินกำไร หรือแบรนด์ต้องการควบคุมภาพลักษณ์และประสบการณ์ลูกค้าอย่างเต็มที่

เป้าหมายระยะยาว: แบรนด์ที่แข็งแรงควรมีทั้งสองช่องทาง โดยให้เว็บตัวเองเป็นฐานของกำไรและข้อมูล ส่วน Marketplace เป็นเครื่องขยายการมองเห็นและยอดขายตามแคมเปญ

อยากยกระดับจากร้านใน Marketplace สู่แบรนด์ที่มีหน้าร้านของตัวเอง? ทีม Cipher ดูแลครบตั้งแต่สร้างร้าน Shopify เชื่อมการชำระเงิน-ขนส่งไทย วางระบบ CRM เก็บฐานลูกค้า ไปจนถึงการตลาดครบวงจร บริการ Shopify Implementation หรือ ปรึกษาฟรี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ขายบน Lazada เสียค่าอะไรบ้าง?

หลัก ๆ คือค่าคอมมิชชันตามหมวดสินค้า (ร้าน Marketplace ทั่วไปราว 5.35–11.77% รวม VAT และ LazMall สูงกว่า) บวกค่าธรรมเนียมการชำระเงินราว 3.21% และอาจมีโปรแกรมเสริมแบบสมัครใจ เช่น แพ็กเกจส่งฟรี ที่หักเพิ่มตามเงื่อนไข อัตราทั้งหมดปรับเปลี่ยนเป็นระยะ ควรอ้างอิงประกาศล่าสุดจาก Lazada Seller Center

Lazada กับ Shopee ต่างกันไหมสำหรับผู้ขาย?

โครงสร้างค่าธรรมเนียมและเครื่องมือใกล้เคียงกัน ต่างที่รายละเอียดอัตราตามหมวด ฐานลูกค้า และแคมเปญ ผู้ขายจำนวนมากลงทั้งสองแพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงลูกค้าคนละกลุ่ม หลักคิดในการเปรียบเทียบกับการมีเว็บของตัวเองใช้เหมือนกันทั้งคู่

มีร้านใน LazMall แล้ว ยังต้องมีเว็บของตัวเองไหม?

ยิ่งควรมี เพราะแบรนด์ระดับ LazMall มักมีฐานลูกค้าที่ภักดีอยู่แล้ว การมีเว็บของตัวเองช่วยเก็บข้อมูลลูกค้ากลุ่มนี้ สร้างยอดซื้อซ้ำที่กำไรดีกว่า และเปิดโอกาสทำแคมเปญ CRM ที่ทำใน Marketplace ไม่ได้ เช่น ระบบสมาชิกสะสมแต้มของแบรนด์เอง

เริ่มทำเว็บของตัวเองใช้เวลานานไหม?

ร้าน Shopify มาตรฐานพร้อมระบบชำระเงินและขนส่งไทยใช้เวลาราว 2–4 สัปดาห์สำหรับการทำโดยมืออาชีพ หรือเร็วกว่านั้นหากโครงสร้างสินค้าไม่ซับซ้อน ส่วนการทำเองอาจเปิดร้านได้ในไม่กี่วันแล้วค่อยขัดเกลาไปเรื่อย ๆ

Scroll to Top