Shopify vs Odoo: เปรียบเทียบชัด ๆ ปี 2026 เลือกแพลตฟอร์มไหนดีสำหรับธุรกิจคุณ

Shopify vs Odoo: เปรียบเทียบชัด ๆ ปี 2026 เลือกแพลตฟอร์มไหนดีสำหรับธุรกิจคุณ

คำตอบสั้น ๆ: Shopify เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเปิดร้านออนไลน์ให้เร็วและโฟกัสที่การขาย ส่วน Odoo เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการระบบบริหารจัดการ (ERP) ครบทั้งบริษัท โดยมีหน้าร้านออนไลน์เป็นหนึ่งในโมดูล ถ้าเป้าหมายหลักคือ “ขายของออนไลน์ให้ดีที่สุด” Shopify ตอบโจทย์ตรงกว่า แต่ถ้าเป้าหมายคือ “รวมทุกระบบของบริษัทไว้ที่เดียว” Odoo คือคำตอบที่ควรพิจารณา

ในบทความนี้เราเปรียบเทียบทั้งสองแพลตฟอร์มแบบตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องราคา ความง่ายในการใช้งาน ฟีเจอร์ E-Commerce ระบบหลังบ้าน และความเหมาะสมกับธุรกิจไทย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้บนข้อมูลจริง ไม่ใช่กระแส

Shopify คืออะไร

Shopify คือแพลตฟอร์ม E-Commerce แบบ SaaS (Software as a Service) ที่ให้คุณสร้างร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดหรือดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง จ่ายค่าบริการรายเดือนแล้วได้ครบทั้งหน้าเว็บ ตะกร้าสินค้า ระบบชำระเงิน รายงานยอดขาย และ App Store ที่มีแอปเสริมหลายพันตัว จุดแข็งคือความเร็วในการเริ่มต้น ความเสถียร และระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุดในโลกแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์

Odoo คืออะไร

Odoo คือชุดซอฟต์แวร์บริหารธุรกิจแบบ Open Source ที่ครอบคลุมแทบทุกฝ่ายในบริษัท ตั้งแต่ CRM คลังสินค้า บัญชี จัดซื้อ HR ไปจนถึง POS และเว็บไซต์ E-Commerce ทั้งหมดทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน จุดแข็งคือความยืดหยุ่นสูงมาก เลือกใช้เฉพาะโมดูลที่ต้องการได้ และปรับแต่งเชิงลึกได้ตามกระบวนการทำงานจริงของธุรกิจ แลกกับความซับซ้อนในการติดตั้งและดูแลที่มากกว่า

ตารางเปรียบเทียบ Shopify vs Odoo ปี 2026

หัวข้อShopifyOdoo
ประเภทแพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์ (SaaS)ชุดซอฟต์แวร์ ERP + โมดูล E-Commerce
ราคาเริ่มต้นแผน Basic ราว $39/เดือน (ประมาณ $29/เดือนเมื่อจ่ายรายปี)คิดต่อผู้ใช้ ราว $25–31/user/เดือน (แผน Standard) หรือใช้ 1 แอปฟรี
ความเร็วในการเริ่มต้นเปิดร้านได้ในไม่กี่วันมักใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนขึ้นกับขอบเขต
ทีมที่ต้องใช้ทำเองได้ ไม่ต้องมีทีมเทคนิคควรมีพาร์ทเนอร์/นักพัฒนาช่วย Implement
ระบบหลังบ้าน (บัญชี, คลัง, HR)ต้องต่อแอปหรือระบบภายนอกมีในตัวครบ ทำงานบนฐานข้อมูลเดียว
การปรับแต่งเชิงลึกปานกลาง (ผ่านแอปและธีม)สูงมาก (Open Source แก้ได้ถึงระดับโค้ด)
เหมาะกับร้านค้า D2C แบรนด์ที่โฟกัสการขายออนไลน์ธุรกิจที่ต้องการรวมทุกระบบบริษัทไว้ที่เดียว

หมายเหตุ: ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการล่าสุดก่อนตัดสินใจ

เปรียบเทียบด้านราคา: จ่ายแบบไหนคุ้มกว่า

Shopify คิดค่าบริการเป็นรายเดือนต่อร้าน เริ่มที่ราว $39/เดือน (Basic) ไปจนถึง $399/เดือน (Advanced) จ่ายรายปีถูกลงราว 25% ต้นทุนคาดการณ์ง่ายและรวมโฮสติ้ง ความปลอดภัย และการอัปเดตแล้ว ส่วนที่ต้องเผื่อคือค่าธีม แอปเสริม และค่าธรรมเนียมเกตเวย์ชำระเงิน

Odoo คิดราคาต่อจำนวนผู้ใช้ (ราว $25–31/user/เดือนสำหรับแผน Standard) ถ้าทีมเล็กราคาเริ่มต้นถูกมาก และยังมีเวอร์ชัน Community ที่ฟรีสำหรับติดตั้งเอง แต่ต้นทุนจริงของ Odoo มักอยู่ที่ “ค่า Implement” คือการตั้งค่า ปรับแต่ง และเทรนทีม ซึ่งอาจสูงกว่าค่า License หลายเท่าในปีแรก

สรุปด้านราคา: ธุรกิจที่ขายออนไลน์เป็นหลักและทีมไม่ใหญ่ Shopify คุมงบง่ายกว่า ส่วนธุรกิจที่ต้องการ ERP อยู่แล้ว Odoo ให้มูลค่าต่อเงินที่จ่ายสูงกว่าเพราะได้ทั้งบริษัทไม่ใช่แค่หน้าร้าน

ฟีเจอร์ E-Commerce: Shopify นำอยู่หลายช่วงตัว

ในมุมของ “ร้านค้าออนไลน์ล้วน ๆ” Shopify สมบูรณ์กว่าอย่างชัดเจน ทั้งธีมคุณภาพสูง ระบบ Checkout ที่ Conversion ดี แอปการตลาด การกู้ตะกร้าสินค้า (Abandoned Cart) การขายหลายช่องทาง และรายงานเชิงลึก ระบบนิเวศของนักพัฒนาและเอเจนซี่ก็ใหญ่กว่ามาก หาคนช่วยง่าย

โมดูล eCommerce ของ Odoo ทำงานได้ครบพื้นฐาน สร้างเว็บ ขายสินค้า จัดโปรโมชันได้ และจุดที่เหนือกว่าคือความต่อเนื่องกับหลังบ้าน เช่น ตัดสต๊อกแบบเรียลไทม์ ออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ และเชื่อมบัญชีทันที แต่ในเรื่องความสวยของหน้าร้าน ธีม และเครื่องมือการตลาดสำเร็จรูป ยังตามหลัง Shopify อยู่

ระบบหลังบ้านและการขยายธุรกิจ: จุดแข็งที่แท้จริงของ Odoo

ถ้าธุรกิจของคุณมีหลายส่วนงาน เช่น มีทั้งหน้าร้านจริง คลังสินค้า ทีมขาย B2B และฝ่ายบัญชีที่ต้องปิดงบทุกเดือน Odoo ให้ภาพที่ Shopify ให้ไม่ได้ คือทุกฝ่ายทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่ต้องส่งไฟล์ Excel ข้ามทีม ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์แยกหลายตัวแล้วมาเชื่อมกันทีหลัง

ฝั่ง Shopify ก็ขยายได้ผ่าน App Store และการเชื่อม API กับระบบภายนอก เช่น ระบบบัญชีไทย ระบบขนส่ง หรือ ERP ซึ่งทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยิ่งต่อหลายระบบ ค่าใช้จ่ายรายเดือนและความซับซ้อนก็ยิ่งเพิ่ม จุดตัดสินใจจึงอยู่ที่ว่าธุรกิจคุณ “ซับซ้อนฝั่งหลังบ้าน” มากแค่ไหน

การใช้งานในไทย: การชำระเงิน ขนส่ง และภาษี

Shopify ในไทยเชื่อมต่อเกตเวย์ชำระเงินท้องถิ่นได้ เช่น Opn Payments (Omise) และ 2C2P รองรับ PromptPay และบัตรเครดิต โดยการใช้เกตเวย์ภายนอกอาจมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติมตามแผนที่ใช้ (ราว 0.6–2%) ด้านขนส่งมีแอปเชื่อมผู้ให้บริการหลักในไทยให้เลือกใช้

Odoo รองรับการ Localize สำหรับไทยผ่านพาร์ทเนอร์ในประเทศ ทั้งผังบัญชีไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเอกสารกำกับภาษี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับธุรกิจที่ต้องการระบบบัญชีถูกต้องตามสรรพากรในตัวเดียวกับหน้าร้านออนไลน์ อย่างไรก็ตามคุณภาพของการ Implement ขึ้นกับพาร์ทเนอร์ที่เลือกเป็นหลัก

สรุป: เลือก Shopify หรือ Odoo ดี?

เลือก Shopify ถ้า: คุณต้องการเปิดร้านเร็ว โฟกัสการขายและการตลาดออนไลน์ ทีมเล็ก ไม่อยากดูแลระบบเอง และอยากได้ระบบนิเวศแอปการตลาดที่ใหญ่ที่สุด

เลือก Odoo ถ้า: ธุรกิจของคุณต้องการรวมระบบหลังบ้านทั้งหมด (คลัง บัญชี จัดซื้อ CRM) ไว้ในที่เดียว มีกระบวนการทำงานเฉพาะที่ต้องปรับแต่งเชิงลึก และพร้อมลงทุนกับการ Implement อย่างจริงจัง

ทางสายกลางที่หลายธุรกิจใช้คือ ใช้ Shopify เป็นหน้าร้านเพราะประสบการณ์ซื้อดีที่สุด แล้วเชื่อมข้อมูลเข้า ERP หรือ CRM ที่หลังบ้านเพื่อการจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งได้ข้อดีของทั้งสองโลก

หากคุณกำลังตัดสินใจเลือกแพลตฟอร์มหรือต้องการทีมช่วยวางระบบ E-Commerce แบบครบวงจร ทีม Cipher เป็นพาร์ทเนอร์ที่ดูแลตั้งแต่การวางกลยุทธ์ ติดตั้งระบบ เชื่อมต่อการชำระเงินและขนส่งในไทย ไปจนถึงการตลาดหลังเปิดร้าน ดูบริการ Shopify Implementation ของเรา หรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Odoo ฟรีจริงไหม?

มีส่วนที่ฟรีจริง คือ Odoo Community (Open Source ติดตั้งเองบนเซิร์ฟเวอร์ตัวเอง) และแผน One App Free (ใช้แอปเดียวฟรีบนคลาวด์ของ Odoo) แต่การใช้งานจริงระดับธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายเรื่องโฮสติ้ง การตั้งค่า และการปรับแต่งโดยพาร์ทเนอร์ ซึ่งควรคิดรวมเป็นต้นทุนโครงการตั้งแต่แรก

ใช้ Shopify คู่กับ Odoo ได้ไหม?

ได้ และเป็นแนวทางที่นิยมขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้ Shopify เป็นหน้าร้านออนไลน์ และใช้ Odoo จัดการคลังสินค้า บัญชี และจัดซื้อที่หลังบ้าน ผ่าน Connector สำเร็จรูปหรือการเชื่อม API ข้อมูลคำสั่งซื้อและสต๊อกจะไหลระหว่างสองระบบอัตโนมัติ

ธุรกิจ SME ไทยควรเริ่มจากแพลตฟอร์มไหน?

ถ้าโจทย์หลักคือขายออนไลน์และสร้างแบรนด์ เริ่มจาก Shopify จะเห็นผลเร็วกว่าและภาระดูแลต่ำกว่า เมื่อธุรกิจโตจนหลังบ้านซับซ้อน ค่อยพิจารณาเสริม ERP อย่าง Odoo ทีหลังได้ แต่ถ้าธุรกิจคุณเป็นการผลิตหรือค้าส่งที่สต๊อกและบัญชีซับซ้อนตั้งแต่วันแรก การวาง Odoo ก่อนแล้วค่อยเปิดหน้าร้านออนไลน์ก็สมเหตุสมผล

Shopify กับ Odoo อะไรทำ SEO ได้ดีกว่า?

ทั้งคู่ทำ SEO พื้นฐานได้ครบ ทั้งการแก้ Title, Meta Description, URL และ Sitemap โดย Shopify มีแอปเสริมด้าน SEO ให้เลือกมากกว่าและโครงสร้างเว็บผ่านมาตรฐาน Core Web Vitals ได้ง่ายกว่าโดยไม่ต้องจูนเอง ส่วน Odoo ยืดหยุ่นกว่าในการปรับโครงสร้างหน้าเว็บเชิงลึกแต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคมากกว่า

Scroll to Top