Remarketing คือกลยุทธ์การตลาดที่ใช้สื่อสารกับคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เช่น เข้าชมเว็บไซต์ ดูสินค้า อ่านบทความ หรือเคยซื้อสินค้า เพื่อกระตุ้นให้กลับมาดำเนินการตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า สมัครบริการ กรอกแบบฟอร์ม หรือติดต่อธุรกิจ จุดเด่นคือสามารถนำพฤติกรรมที่ผ่านมาใช้ประกอบการเลือกกลุ่มเป้าหมายและปรับข้อความให้สอดคล้องกับความสนใจของแต่ละกลุ่มได้
สำหรับธุรกิจที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนมากแต่ยังไม่เกิด Conversion วิธีนี้ช่วยเชื่อมผู้ที่กำลังพิจารณาเข้ากับขั้นตอนการตัดสินใจ โดยอาศัยการแบ่งกลุ่ม Audience การเลือกช่องทาง และการวัดผลที่เหมาะสม
บทความนี้ CIPHER จะพาไปดูหลักการทำงาน ความแตกต่างระหว่าง Remarketing และ Retargeting ตัวอย่างการใช้งาน ช่องทางที่เลือกใช้ได้ รวมถึงแนวทางวางแผนและวัดผลแคมเปญ
Table of Contents
Remarketing ทำงานอย่างไร?
กระบวนการเริ่มจากการเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้งาน แล้วนำมาสร้างกลุ่มเป้าหมายเพื่อสื่อสารด้วยข้อความหรือข้อเสนอที่เหมาะสม จากนั้นจึงวัดผลและนำข้อมูลกลับมาปรับแคมเปญ
การเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งาน
ข้อมูลที่นำมาใช้ได้อาจมาจากการเข้าชมเว็บไซต์ ดูหน้าสินค้า อ่านบทความ เพิ่มสินค้าในตะกร้า กรอกแบบฟอร์ม หรือประวัติการซื้อ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าผู้ใช้งานอยู่ในขั้นตอนใดของ Customer Journey
การเก็บและใช้ข้อมูลต้องสอดคล้องกับกฎหมาย ข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการใช้ Cookies และเทคโนโลยีติดตามพฤติกรรม
การแบ่งกลุ่มผู้ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์
เมื่อมีข้อมูลแล้ว ควรแบ่ง Audience ตามพฤติกรรมและระดับความสนใจ เช่น ผู้เข้าชมเว็บไซต์ ผู้ดูสินค้า ผู้ที่เพิ่มสินค้าในตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อ หรือผู้ที่เคยเป็นลูกค้า การแบ่งกลุ่มช่วยให้ธุรกิจเลือกวิธีสื่อสารได้เหมาะสมกว่าการนำผู้ใช้งานทั้งหมดมาอยู่ในกลุ่มเดียว
การนำเสนอข้อความหรือโฆษณาที่เหมาะสม
แต่ละกลุ่มควรได้รับข้อความที่สอดคล้องกับสิ่งที่เคยทำ เช่น คนที่ดูรองเท้ารุ่นหนึ่งอาจเห็นข้อมูลของสินค้ารุ่นนั้นอีกครั้ง ขณะที่ลูกค้าเก่าอาจได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง
การวัดผลและปรับแคมเปญ
หลังจากแคมเปญเริ่มทำงาน ควรดูทั้งการมีส่วนร่วมและ Conversion เพื่อนำข้อมูลมาปรับ Audience ครีเอทีฟ ข้อเสนอ งบประมาณ และช่องทางให้เหมาะกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
Remarketing ต่างจาก Retargeting อย่างไร?
ทั้งสองคำมีความหมายใกล้เคียงกันและมักใช้แทนกันในบริบทการตลาดดิจิทัล แต่สามารถแยกความแตกต่างในเชิงแนวคิดได้ดังนี้
| ประเด็น | Remarketing | Retargeting |
|---|---|---|
| แนวคิด | สื่อสารซ้ำกับคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ | มักเน้นการแสดงโฆษณาต่อผู้ที่เคยมีพฤติกรรมบนเว็บไซต์หรือช่องทางดิจิทัล |
| ช่องทาง | Email, Ads และช่องทางสื่อสารอื่น ๆ | มักพบใน Display Ads และ Social Ads |
| กลุ่มเป้าหมาย | ผู้สนใจและลูกค้าเดิม | ผู้ที่เคยเข้าชมหรือมีพฤติกรรมตามเงื่อนไข |
| ตัวอย่าง | ส่ง Email แนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องให้ลูกค้าเดิม | แสดงโฆษณาสินค้าที่เคยดูอีกครั้ง |
Remarketing คืออะไรในมุมของการสื่อสาร
ในมุมการสื่อสารดั้งเดิมและวงการการตลาด มักเน้นการติดต่อกลับไปยังผู้ใช้งานผ่านช่องทางตรงที่แบรนด์มีข้อมูลติดต่ออยู่แล้ว เช่น การส่งอีเมล SMS หรือการใช้ระบบอัตโนมัติอย่าง ระบบการทำการตลาดอัตโนมัติ เพื่อส่งข้อเสนอที่ปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละบุคคลหลังจากที่เคยเข้ามาทำกิจกรรมบางอย่างบนแพลตฟอร์มของแบรนด์
Retargeting เน้นการโฆษณาอย่างไร
การทำเน้นหนักไปที่การใช้จ่ายงบประมาณโฆษณา (Paid Ads) ผ่านเครือข่ายโฆษณาภายนอก เช่น Google Display Network, Meta Ads หรือ TikTok Ads โดยใช้ Pixel ติดตามผู้ใช้งานที่เคยเข้าเว็บไซต์ แล้วตามไปแสดงโฆษณาแบนเนอร์หรือวิดีโอตามพื้นที่สื่อต่างๆ ที่ผู้ใช้งานคนนั้นเดินทางไปถึง
ควรเลือกใช้แบบไหน?
การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ของแบรนด์ หากคุณมีฐานข้อมูลอีเมลหรือเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าอยู่แล้ว การเลือกใช้วิธีติดต่อผ่านช่องทางตรงจะประหยัดค่าใช้จ่าย แต่หากต้องการเข้าถึงกลุ่มคนที่เพิ่งเคยเข้ามาชมเว็บไซต์ครั้งแรกและยังไม่ได้ทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ การใช้โฆษณาตามติดบนแพลตฟอร์มต่างๆ จะตอบโจทย์ได้รวดเร็วกว่า การผสมผสานทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกันจึงเป็นทางเลือกที่สมบูรณ์ที่สุด
Remarketing เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?
เกือบทุกโมเดลธุรกิจสามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ แต่จะเห็นผลลัพธ์เด่นชัดเป็นพิเศษในกลุ่มธุรกิจที่มีลักษณะเฉพาะดังต่อไปนี้
ธุรกิจ E-commerce
ร้านค้าออนไลน์เจอปัญหากระทบใจอย่างการละทิ้งตะกร้าสินค้า (Cart Abandonment) สูงมาก การสะกิดเตือนลูกค้าที่เลือกของไว้แต่ยังไม่ได้ชำระเงินจึงช่วยดึงยอดขายที่เกือบจะเสียไปให้กลับคืนมาได้อย่างมหาศาล
ธุรกิจบริการ
ตั้งแต่คลินิกความงาม โรงแรม ที่พัก ไปจนถึงบริการทำความสะอาด ผู้ใช้งานมักใช้เวลาเปรียบเทียบข้อมูล การตอกย้ำจุดเด่น รีวิว หรือโปรโมชันพิเศษจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการตัดสินใจจองได้ไวขึ้น
ธุรกิจที่มีระยะเวลาตัดสินใจนาน
กลุ่มสินค้าอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือ B2B Solution มีมูลค่าสูงและต้องใช้เวลาพิจารณาหลายสัปดาห์ การปรากฏตัวให้เห็นอย่างสม่ำเสมอจะช่วยรักษาแบรนด์ให้อยู่ใน Top of Mind ในช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังชั่งน้ำหนักข้อมูล
ธุรกิจที่ต้องการกระตุ้นการซื้อซ้ำ
สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีรอบการใช้งานชัดเจน เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง วิตามิน หรือเครื่องสำอาง สามารถตั้งเวลาส่งข้อความกระตุ้นเมื่อใกล้ถึงเวลาที่สินค้าเดิมน่าจะหมดลง เพื่อเปลี่ยนลูกค้าจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ
ตัวอย่างการทำ Remarketing
เพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้งานจริง ลองดูสถานการณ์ตัวอย่างของการสื่อสารที่ปรับเปลี่ยนตาม Intent ของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม
คนดูสินค้าแต่ยังไม่ซื้อ
- สถานการณ์: ผู้ใช้งานเข้ามาดูรองเท้าวิ่งในเว็บไซต์ 3 นาทีแล้วกดปิดออกไป
- การสื่อสาร: แสดงโฆษณาแบนเนอร์รูปภาพรองเท้าคู่เดิม พร้อมชูจุดเด่นเรื่องวัสดุและการรองรับแรงกระแทก หรือแสดงรีวิวจากผู้ใช้งานจริงเพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือ
คนเพิ่มสินค้าในตะกร้าแต่ไม่ชำระเงิน
- สถานการณ์: เลือกเสื้อผ้าใส่ตะกร้าไว้ 2 ชิ้น ถึงหน้าชำระเงินแล้วเปลี่ยนใจกดปิด
- การสื่อสาร: ส่งข้อความเตือนความจำทันทีว่า “สินค้าในตะกร้าของคุณกำลังจะหมด” หรือเสนอโค้ดจัดส่งฟรีหากชำระเงินภายใน 24 ชั่วโมง
คนที่เคยอ่านคอนเทนต์หรือดูบริการ
- สถานการณ์: อ่านบทความเปรียบเทียบกล้องถ่ายรูปจบ 1 บทความ
- การสื่อสาร: นำเสนอคอนเทนต์ภาคต่อ เช่น “คู่มือการเลือกเลนส์คู่ใจสำหรับกล้องรุ่นที่คุณสนใจ” หรือเชิญชวนดาวน์โหลด E-book เพื่อขยับผู้ใช้งานเข้าสู่ขั้นตอนการตัดสินใจ
ลูกค้าเก่าที่มีโอกาสซื้อซ้ำ
- สถานการณ์: สั่งซื้อกาแฟแคปซูลไปเมื่อ 25 วันที่แล้ว
- การสื่อสาร: ยิงโฆษณาหรือส่งอีเมลแจ้งเตือนโปรโมชันเติมสต็อกแคปซูลกาแฟ พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับการสั่งซื้อซ้ำประจำเดือน
Remarketing ทำผ่านช่องทางไหนได้บ้าง?
การเลือกช่องทางควรพิจารณาจากพฤติกรรมของ Audience และเป้าหมายของแคมเปญ ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกช่องทางพร้อมกัน
Google Ads
Google Ads สามารถใช้เข้าถึงกลุ่มที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์หรือบริการผ่านรูปแบบโฆษณาต่าง ๆ เช่น Display และ Search โดยกำหนด Audience ตามเงื่อนไขที่เหมาะกับแคมเปญได้
Facebook และ Instagram Ads
Facebook และ Instagram สามารถใช้สื่อสารกับกลุ่มที่เคยมีปฏิสัมพันธ์ผ่านคอนเทนต์หลายรูปแบบ เช่น รูปภาพ วิดีโอ หรือโฆษณาสินค้า ทั้งนี้ การสร้าง Audience ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม
Email Marketing
Email เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีฐานข้อมูลผู้ติดต่อและได้รับความยินยอมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้แจ้งสินค้าใหม่ ข้อเสนอ หรือเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจ หากต้องการลดงานที่ต้องทำด้วยตัวเอง การนำแนวคิด Marketing Automation มาใช้สามารถช่วยจัดการการส่งข้อความตามเงื่อนไขและพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้
เว็บไซต์และ Landing Page
หน้า Landing Page ควรสอดคล้องกับข้อความจากโฆษณาและมี Call to Action ที่ชัดเจน เช่น ขอใบเสนอราคา สมัครทดลองใช้งาน หรือติดต่อทีมขาย เพื่อให้ผู้ที่กลับเข้ามาสามารถดำเนินการต่อได้ทันที
Remarketing มีข้อดีอย่างไร?
การทำการตลาดรูปแบบนี้ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากหลีกเลี่ยงการหว่านโฆษณาไปหาคนที่ไม่รู้จักแบรนด์มาก่อน
เพิ่มโอกาสเปลี่ยนผู้สนใจเป็นลูกค้า
คนที่เคยเข้าชมเว็บไซต์มีระดับความสนใจพื้นฐานอยู่แล้ว การติดตามสื่อสารเพิ่มเติมจึงมีโอกาสสร้าง Conversion Rate ที่สูงกว่าการยิงโฆษณาหาคนกลุ่มใหม่ที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์ (Cold Audience) หลายเท่าตัว
สื่อสารกับกลุ่มที่มีความสนใจอยู่แล้ว
ลดการสูญเสียทรัพยากรไปกับการโฆษณาใส่คนที่ไม่มีความต้องการ สินค้าหรือบริการจะถูกนำเสนอเฉพาะกับผู้ที่มีสัญญาณพฤติกรรมบ่งชี้ว่ากำลังต้องการสิ่งนั้นอยู่จริง
ปรับข้อความตามพฤติกรรมของผู้ใช้งาน
เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ข้อความสื่อสารที่เจาะจง ไม่ซ้ำซ้อน และตอบโจทย์ข้อโต้แย้งในใจของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้อย่างตรงไปตรงมา เช่น คนที่กังวลเรื่องราคาจะได้รับข้อเสนอส่วนลด ส่วนคนที่ต้องการข้อมูลจะได้รับบทความแนะนำ
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบโฆษณา
ช่วยให้ผู้บริหารและนักการตลาดใช้เงินงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า Cost per Acquisition (CPA) มีแนวโน้มลดลง ขณะที่ผลตอบแทนจากการใช้จ่ายค่าโฆษณาเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ควรระวังในการทำ Remarketing
แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่หากขาดการบริหารจัดการที่ดีก็อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้เช่นกัน
การแสดงโฆษณาซ้ำมากเกินไป
การที่ผู้ใช้งานเห็นโฆษณาเดิมหลอกหลอนไปทุกแพลตฟอร์มตลอด 24 ชั่วโมง อาจก่อให้เกิดความรำคาญและสร้างทัศนคติลบต่อแบรนด์ ต้องมีการตั้งค่า Frequency Cap เพื่อจำกัดจำนวนครั้งในการแสดงผลต่อวัน
การแบ่งกลุ่มเป้าหมายไม่ละเอียดพอ
การเหมาปฏิบัติต่อทุกคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ด้วยโฆษณาชุดเดียวกันถือเป็นข้อผิดพลาดร้ายแรง คนที่เข้ามาอ่านหน้าสมัครงานย่อมไม่ควรได้รับโฆษณาขายสินค้า และคนที่ซื้อสินค้าไปแล้วก็ไม่ควรเห็นโฆษณาชวนซื้อสินค้าชิ้นเดิมอีก
การใช้ข้อความเดียวกับทุกกลุ่ม
ข้อความโฆษณาต้องถูกเปลี่ยนไปตามการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) การใช้ชิ้นงานโฆษณาแบบเดียวส่งให้ทั้งผู้เยี่ยมชมใหม่ ผู้ละทิ้งตะกร้า และลูกค้าเก่า จะทำให้ประสิทธิภาพของการสื่อสารลดลงอย่างมาก
การจัดการข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
ข้อกฎหมายด้านข้อมูลส่วนบุคคลอย่าง PDPA หรือ GDPR มีความเข้มงวดสูงขึ้น การเก็บข้อมูลผ่านคุกกี้และการนำพฤติกรรมผู้ใช้ไปยิงโฆษณาต้องได้รับยินยอมอย่างถูกต้องชัดเจนตั้งแต่แรก
วิธีวางแผน Remarketing ให้มีประสิทธิภาพ
การวางรากฐานแคมเปญอย่างเป็นระบบจะช่วยรักษาระดับผลลัพธ์ให้เติบโตต่อเนื่อง
กำหนดเป้าหมายของแคมเปญ
เริ่มต้นด้วยการระบุวัตถุประสงค์เชิงตัวเลขที่ชัดเจน เช่น ต้องการดึงคนละทิ้งตะกร้ากลับมาซื้อให้ได้ 15% หรือต้องการเพิ่มการสมัครสมาชิกบริการรายเดือนจากผู้เข้าชมบล็อกให้ได้ 5%
แบ่ง Audience ตามพฤติกรรม
สร้างเงื่อนไขจัดกลุ่มเป้าหมายในระบบโฆษณา เช่น
- Visitors 7 Days (คนที่เข้าเว็บใน 7 วันล่าสุด)
- Cart Abandoners 30 Days (คนที่ดึงของใส่ตะกร้าแต่ยังไม่ซื้อใน 30 วัน)
- Existing Customers 90 Days (ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อใน 90 วัน)
กำหนดข้อความและข้อเสนอ
ออกแบบสื่อและข้อความให้ล้อไปกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เน้นความคุ้มค่าและส่วนลดสำหรับกลุ่มละทิ้งตะกร้า เน้นบทความความรู้และรีวิวสำหรับกลุ่มที่เข้าชมเพจบริการ และเน้นสินค้าตัวใหม่หรือระบบสะสมแต้มสำหรับกลุ่มลูกค้าเก่า
ตั้งระยะเวลาและความถี่
กำหนดระยะเวลาในการติดตามให้สมเหตุสมผล สินค้าแฟชั่นอาจใช้ระยะเวลาติดตามเพียง 7–14 วัน ขณะที่สินค้าประเภท B2B อาจใช้เวลาติดตาม 60–90 วัน พร้อมกำหนด Frequency Cap ไว้ไม่เกิน 3–5 ครั้งต่อวัน
ทดสอบและปรับปรุงแคมเปญ
ทำการทดสอบ A/B Testing กับรูปภาพ หัวข้อข้อความ ปุ่ม Call to Action รวมถึงระยะเวลาในการเสนอโปรโมชัน เพื่อหาจุดลงตัวที่สร้างอัตราเปลี่ยนเป็นยอดขายได้สูงที่สุด
Remarketing วัดผลด้วยอะไร?
การเลือก Metrics ควรสัมพันธ์กับเป้าหมายของแคมเปญ โดยตัวชี้วัดที่ใช้บ่อยมีดังนี้
| Metric | ใช้วัดอะไร |
|---|---|
| CTR | ความสนใจต่อโฆษณาและความสามารถในการดึงให้เกิดการคลิก |
| Conversion Rate | สัดส่วนผู้ที่ทำ Conversion ตามเป้าหมาย |
| CPA | ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการได้ Conversion |
| ROAS | รายได้ที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายโฆษณา |
CTR ช่วยดูว่าโฆษณาดึงดูดความสนใจได้หรือไม่ ขณะที่ Conversion Rate, CPA และ ROAS ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ด้านการทำ Conversion และต้นทุนได้ชัดขึ้น จึงควรพิจารณาหลายตัวประกอบกันแทนการใช้ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเป็นเกณฑ์ตัดสิน
CTR (Click-Through Rate)
อัตราส่วนการคลิกต่อการมองเห็นโฆษณา ตัวเลขนี้เป็นตัวบอกว่าสื่อ ข้อความ หรือข้อเสนอที่ใช้นั้นดึงดูดใจและตรงกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหาอยู่หรือไม่
Conversion Rate
เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานที่คลิกโฆษณากลับเข้ามาแล้วทำแอ็กชันเป้าหมายได้สำเร็จ เช่น สั่งซื้อสินค้า กรอกฟอร์ม หรือดาวน์โหลดเอกสาร ยิ่งตัวเลขนี้สูง แสดงว่าหน้า Landing Page และโฆษณาทำงานสอดคล้องกันดี
CPA (Cost Per Acquisition)
ต้นทุนเฉลี่ยที่ใช้ไปเพื่อให้ได้มาซึ่งการปิดขาย 1 รายการ หรือได้ Lead 1 รายการ ค่า CPA ของแคมเปญรูปแบบนี้ควรถูกกว่าแคมเปญหาลูกค้าใหม่ทั่วไป
ROAS (Return on Ad Spend)
ผลตอบแทนจากการจ่ายค่าโฆษณา คำนวณจากรายได้ทั้งหมดที่ได้จากแคมเปญหารด้วยงบประมาณโฆษณาที่ใช้ไป ตัวเลขนี้ใช้พิสูจน์ความคุ้มค่าเชิงธุรกิจได้อย่างชัดเจนที่สุด
สรุป
Remarketing คือการนำข้อมูลจากผู้ที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มาใช้วางแผนการสื่อสารครั้งถัดไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ดูสินค้า อ่านคอนเทนต์ ทิ้งตะกร้า หรือเคยซื้อสินค้า จุดสำคัญจึงไม่ใช่การแสดงโฆษณาซ้ำ แต่คือการเลือกกลุ่มเป้าหมายและนำเสนอข้อความที่เหมาะกับพฤติกรรมของแต่ละกลุ่ม
การเริ่มต้นทำแคมเปญควรกำหนดเป้าหมาย แบ่ง Audience เลือกช่องทาง วางข้อความและความถี่ จากนั้นติดตามผลผ่าน Metrics ที่สัมพันธ์กับเป้าหมาย เช่น Conversion Rate, CPA และ ROAS เพื่อใช้ปรับแคมเปญต่อไป
หากธุรกิจต้องการวางแผนการทำ Remarketing ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การตลาด CIPHER พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การวิเคราะห์โจทย์ การวางแผนช่องทาง ไปจนถึงการกำหนดแนวทางแคมเปญ หากต้องการพูดคุยกับทีม สามารถติดต่อ CIPHER เพื่อวางแนวทางที่เหมาะกับธุรกิจได้
คำถามที่พบบ่อย
Remarketing ควรเริ่มทำเมื่อไหร่?
สามารถเริ่มทำได้ทันทีเมื่อเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันมีฐานผู้เข้าชม (Traffic) มากพอที่ระบบโฆษณาจะสร้างกลุ่มเป้าหมายได้ โดยทั่วไปแนะนำให้มีผู้เข้าชมอย่างน้อย 1,000 คนต่อเดือน เพื่อให้ระบบมีข้อมูลเพียงพอในการประมวลผลและนำเสนอโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายไว้นานแค่ไหน (Audience Duration)?
ขึ้นอยู่กับวงจรการตัดสินใจซื้อ (Buying Cycle) ของสินค้า หากเป็นสินค้าแฟชั่นหรือของใช้ทั่วไป ควรตั้งไว้ที่ 7–14 วัน แต่หากเป็นสินค้าราคาสูงหรือ B2B ที่ต้องใช้เวลาพิจารณานาน สามารถตั้งระยะเวลาได้ถึง 60–90 วัน
ทำ Remarketing แล้ว แต่ทำไม Conversion ไม่เพิ่มขึ้น?
ส่วนใหญ่มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก คือ การยิงโฆษณาซ้ำด้วยข้อความเดิมๆ จนคนรำคาญ, การตั้ง Landing Page ที่ไม่ตรงกับโฆษณาที่คลิกเข้ามา หรือการไม่แยกกลุ่มคนที่ซื้อสินค้าไปแล้วออกจากแคมเปญ ทำให้เสียตัวเลือกโฆษณาไปโดยเปล่าประโยชน์
หากไม่มีเว็บไซต์ ทำ Remarketing ได้หรือไม่?
ทำได้ โดยใช้ข้อมูลการมีปฏิสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแทน (Custom Audience) เช่น การติดตามคนที่เคยดูวิดีโอบน Facebook/TikTok ตามเปอร์เซ็นต์ความยาว หรือคนที่เคยส่งข้อความทัก อินบ็อกซ์ เพจ มาก่อน
การยกเลิกใช้ Third-Party Cookies ส่งผลกระทบต่อการทำ Remarketing อย่างไร?
ส่งผลให้การติดตามพฤติกรรมข้ามเว็บไซต์ทำได้ยากขึ้น ธุรกิจจึงต้องหันมาพึ่งพา First-Party Data ของตัวเองมากขึ้น เช่น การใช้ระบบ CRM, การเก็บข้อมูลอีเมล/เบอร์โทรศัพท์ และการติดตั้ง Tracking แบบ Server-Side เพื่อให้การติดตามข้อมูลยังคงแม่นยำ
งบประมาณขั้นต่ำที่ควรใช้ในการเริ่มทำแคมเปญคือเท่าไหร่?
ไม่มีตัวเลขที่ตายตัว แต่มักใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแคมเปญหาลูกค้าใหม่ (Cold Audience) เนื่องจากเป็นกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก แนะนำให้แบ่งงบประมาณประมาณ 15–30% ของงบโฆษณา ทั้งหมดมาใช้กับแคมเปญติดตามกลุ่มสนใจนี้


