หากคุณกำลังมองหาวิธีทำ SEO ให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับบนหน้าแรกของ Google การเข้าใจกระบวนการทำ SEO อย่างถ่องแท้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าขั้นตอนการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเข้าสู่กระบวนการทำ SEO อย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณสามารถนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Table of Contents
SEO คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญกับธุรกิจออนไลน์
SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้เป็นที่ถูกใจของทั้งผู้ใช้งานและ Google ซึ่งย่อมาจาก Search Engine Optimization หรือการทำให้เว็บไซต์เหมาะสมกับเครื่องมือค้นหา พูดง่าย ๆ คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับสูง ๆ บนหน้าผลการค้นหาโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณา
ในยุคที่คนส่วนใหญ่เริ่มต้นการค้นหาข้อมูลบน Search Engine ก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ วิธีทํา Search Engine ให้ชอบเว็บไซต์ของเราจึงกลายเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยให้:
- เข้าถึงลูกค้าได้ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังต้องการสินค้าหรือบริการของคุณ
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวเมื่อเทียบกับการซื้อโฆษณา
- สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ (คนมักเชื่อถือผลการค้นหาธรรมชาติมากกว่าโฆษณา)
- ทำงานให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในยามที่คุณหลับ
จากสถิติพบว่า 95% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะคลิกเข้าเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกของ Google โดย 32% คลิกเว็บอันดับหนึ่ง, 16% คลิกอันดับสอง และ 10% คลิกอันดับสาม ไล่ลงไปตามลำดับ ส่วนเว็บไซต์ที่อยู่หน้า 2 มีคนคลิกเฉลี่ยเพียง 1% เท่านั้น นี่แสดงให้เห็นว่าการทํา SEO ให้ติดอันดับต้น ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง
4 เสาหลักของการทำ SEO เบื้องต้น
ก่อนจะเจาะลึกเข้าสู่กระบวนการทำ SEO เราควรทำความเข้าใจก่อนว่า SEO เบื้องต้น ประกอบด้วย 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่:
1. On-Page SEO การปรับแต่งเนื้อหาและองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ เช่น การใช้คีย์เวิร์ดในตำแหน่งที่เหมาะสม การจัดโครงสร้างเนื้อหา การเขียน Title Tag และ Meta Description ที่ดึงดูดใจ
2. Off-Page SEO การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์จากภายนอก โดยเฉพาะการทำ Backlink ที่มีคุณภาพ หรือการได้รับการพูดถึงจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ
3. Technical SEO การปรับแต่งเว็บไซต์ในเชิงเทคนิคให้ Google สามารถเข้าถึงและเข้าใจเนื้อหาของเราได้ง่าย เช่น การทำ HTTPS, การปรับความเร็วเว็บไซต์, การทำให้เว็บไซต์รองรับการใช้งานบนมือถือ
4. Content Marketing การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ และสอดคล้องกับคีย์เวิร์ดที่เราต้องการติดอันดับ
6 ขั้นตอนการทำ SEO อย่างมีประสิทธิภาพ
1. กระบวนการวิจัยและวิเคราะห์
- การวิจัยคีย์เวิร์ด (Keyword Research) คือ การค้นหาคำหรือวลีที่ผู้คนใช้ค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณบน Google รวมถึงดูปริมาณการค้นหาของคีย์เวิร์ดเหล่านั้น โดยคีย์เวิร์ดที่ดีควรมีลักษณะดังนี้:
- เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือเว็บไซต์ของคุณ
- มีคนค้นหาจริง ๆ และมีปริมาณการค้นหาในระดับที่น่าพอใจ
- เป็นคีย์เวิร์ดที่มีเจตนาเชิงพาณิชย์ (Commercial Intent) สูง เช่น “วิธี-ทํา SEO ให้ติดอันดับหน้าแรก” หรือ “กระบวนการทำ SEO ราคา”
- การวิเคราะห์คู่แข่ง เพื่อดูว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับต้น ๆ สำหรับคีย์เวิร์ดที่เราต้องการทำอันดับนั้น มีลักษณะเนื้อหาและโครงสร้างเว็บไซต์อย่างไร มีจุดแข็งจุดอ่อนอะไรบ้าง
- การวิเคราะห์เจตนาการค้นหา (Search Intent) เพื่อเข้าใจว่าผู้ใช้ต้องการอะไรเมื่อพวกเขาค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนั้น ๆ เช่น ต้องการข้อมูล ต้องการซื้อสินค้า หรือต้องการเปรียบเทียบตัวเลือกต่าง ๆ
2. กระบวนการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์
หลังจากได้ข้อมูลจากการวิจัยแล้ว ขั้นตอนต่อไปในกระบวนการทำ SEO คือการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย:
- การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ต้องการเพิ่มอันดับสำหรับคีย์เวิร์ดไหน ต้องการเพิ่มทราฟฟิกกี่เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาเท่าไร
- การวางโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ที่เป็นระเบียบ ง่ายต่อการใช้งาน และง่ายต่อการเข้าใจสำหรับ Google โดยโครงสร้างที่ดีควรไม่ซับซ้อนเกินไป (ไม่เกิน 3-5 ชั้น) เพื่อให้ Google Bot สามารถไต่ไปตามเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การจับคู่คีย์เวิร์ดกับหน้าเว็บ (Keyword Mapping) การกำหนดว่าแต่ละหน้าในเว็บไซต์ควรมุ่งเน้นคีย์เวิร์ดใด เพื่อป้องกันการแข่งขันกันเองภายในเว็บไซต์
- การวางแผนเนื้อหา (Content Planning) การกำหนดว่าจะสร้างเนื้อหาแบบไหน เพื่อตอบสนองต่อคีย์เวิร์ดและเจตนาการค้นหาที่เราต้องการติดอันดับ
3. กระบวนการดำเนินการ
ขั้นตอนนี้คือการลงมือทำตามแผนที่วางไว้ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 4 เสาหลักของการทำ SEO:
การทำ On-Page SEO
- สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้
- ใส่คีย์เวิร์ดในตำแหน่งสำคัญ เช่น Title Tag, H1, URL, เนื้อหา
- เขียน Meta Description ที่ดึงดูดใจและมีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง
- จัดโครงสร้างเนื้อหาให้อ่านง่าย ด้วยการใช้หัวข้อ (H1, H2, H3) อย่างเหมาะสม
- ใช้รูปภาพประกอบและตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ รวมถึง Alt Text ให้เหมาะสม
การทำ Off-Page SEO
- สร้าง Backlink คุณภาพจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ
- สร้างการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดีย
- ทำ Guest Posting บนเว็บไซต์อื่นที่เกี่ยวข้อง
- สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าจนผู้คนอยากแชร์และอ้างอิงถึง
การทำ Technical SEO
- ตรวจสอบว่า Google สามารถเข้าถึงและ Index เว็บไซต์ของคุณได้อย่างถูกต้อง
- ปรับปรุงความเร็วในการโหลดเว็บไซต์
- ทำให้เว็บไซต์รองรับการใช้งานบนมือถือ (Mobile-Friendly)
- ติดตั้ง SSL Certificate (HTTPS)
- สร้าง XML Sitemap และ Robots.txt
- ใช้ Schema Markup เพื่อช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของคุณได้ดียิ่งขึ้น
การทำ Content Marketing
- สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย
- อัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ
- สร้างความหลากหลายของเนื้อหา เช่น บทความ อินโฟกราฟิก วิดีโอ
4. กระบวนการติดตามผลและวัดผล
การทำ SEO ไม่ใช่แค่ลงมือทำแล้วจบ แต่ต้องมีการติดตามและวัดผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่ากลยุทธ์ที่ใช้นั้นได้ผลหรือไม่ และควรปรับปรุงอะไรบ้าง:
- ติดตามอันดับคีย์เวิร์ด ดูว่าเว็บไซต์ของคุณอยู่อันดับที่เท่าไรสำหรับคีย์เวิร์ดที่คุณตั้งเป้าไว้
- วิเคราะห์ทราฟฟิกจากการค้นหาออร์แกนิก ดูจำนวนคนที่เข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณผ่านการค้นหาบน Google
- ติดตามอัตราการคลิก (CTR) เปอร์เซ็นต์ของคนที่เห็นเว็บไซต์คุณในผลการค้นหาแล้วคลิกเข้ามา
- วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ เช่น เวลาที่ใช้บนเว็บไซต์ อัตราการตีกลับ (Bounce Rate) จำนวนหน้าที่เข้าชมต่อผู้ใช้หนึ่งคน
- ติดตามการ Convert เช่น จำนวนการลงทะเบียน การซื้อสินค้า การติดต่อสอบถาม
5. กระบวนการตรวจสอบและปรับปรุง
หลังจากวัดผลแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์ว่าอะไรที่ได้ผลดี อะไรที่ยังต้องปรับปรุง และนำข้อมูลนั้นมาปรับกลยุทธ์ SEO:
- วิเคราะห์เปรียบเทียบกับเป้าหมาย ดูว่าผลลัพธ์ที่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
- วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน ดูว่าหน้าไหน คีย์เวิร์ดไหนที่ทำได้ดี และหน้าไหนที่ยังทำได้ไม่ดีพอ
- ทดสอบและปรับปรุง นำข้อมูลที่ได้มาทดลองปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เช่น ปรับ Title Tag, เพิ่มเนื้อหา, ปรับโครงสร้างเว็บไซต์
6. กระบวนการรักษาและพัฒนาต่อเนื่อง
การทำ SEO ไม่มีวันจบสิ้น เพราะ Google มีการอัปเดตอัลกอริทึมอยู่เสมอ และคู่แข่งก็พยายามปรับปรุงเว็บไซต์ของพวกเขาเช่นกัน ดังนั้น คุณต้อง:
- ติดตามการเปลี่ยนแปลงของอัลกอริทึม Google เพื่อปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้อง
- อัปเดตเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เนื้อหายังคงทันสมัยและเป็นประโยชน์
- เพิ่ม Backlink ใหม่ ๆ เพื่อรักษาและเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
- ทดลองเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
ความแตกต่างระหว่าง SEO และ SEM
เมื่อพูดถึงการเพิ่มการมองเห็นบนหน้า Google มักจะมีอีกคำหนึ่งที่เราได้ยินบ่อย ๆ คือ SEM (Search Engine Marketing) ซึ่งมีความแตกต่างจาก SEO ดังนี้:
การเปรียบเทียบ | SEO | SEM |
---|---|---|
ค่าใช้จ่าย | ลงแรงและทรัพยากร แต่ไม่เสียเงินต่อคลิก | เสียเงินต่อคลิก (Pay-per-click) |
ผลลัพธ์ | ใช้เวลาในการเห็นผล (3–6 เดือนโดยเฉลี่ย) | เห็นผลทันทีหลังจากเปิดแคมเปญโฆษณา |
ความยั่งยืน | ยั่งยืน หากติดอันดับแล้วจะได้ทราฟฟิกต่อเนื่อง | หมดงบเมื่อไหร่ เว็บไซต์ก็หายจากอันดับทันที |
ความน่าเชื่อถือ | ได้รับความเชื่อถือจากผู้ใช้มากกว่า | อาจถูกมองว่าเป็นโฆษณา ทำให้คลิกน้อยลง |
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการทำ SEO
แม้ SEO จะเป็นกลยุทธ์ที่อยู่มานาน แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิดที่หลายคนยังติดอยู่ ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาและทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์:
“SEO คือการเขียนบทความให้ยาวเข้าไว้” ความจริง: ความยาวไม่ได้สำคัญเท่าคุณภาพของเนื้อหา บทความสั้นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ดีอาจทำอันดับได้ดีกว่าบทความยาวที่วนเวียนไม่ตรงประเด็น
“ใส่คีย์เวิร์ดเยอะ ๆ แล้วจะติดอันดับ” ความจริง: การยัดคีย์เวิร์ดมากเกินไป (Keyword Stuffing) อาจทำให้ Google ลงโทษเว็บไซต์ของคุณได้ ควรใช้คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติและมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา
“SEO ทำครั้งเดียวแล้วจบ” ความจริง: กระบวนการทำ SEO เป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะ Google มีการอัปเดตอัลกอริทึมอยู่เสมอ และคู่แข่งก็พยายามปรับปรุงเว็บไซต์ของพวกเขาเช่นกัน
“เว็บที่สวยต้อง SEO ดี” ความจริง: เว็บสวยแต่โหลดช้า โครงสร้างไม่ดี ก็ไม่ช่วยเรื่องอันดับ ต้องมีพื้นฐานทางเทคนิคและเนื้อหาที่ดีด้วย
“ซื้อ Backlink เยอะ ๆ จะติดอันดับเร็ว” ความจริง: Google สามารถตรวจจับ Backlink ที่ไม่เป็นธรรมชาติได้ และอาจลงโทษเว็บไซต์ที่ใช้วิธีนี้ ควรเน้น Backlink ที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ
อนาคตของ SEO ในยุค AI
การมาถึงของเทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้คนค้นหาและบริโภคข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทํา SEO ให้ติดอันดับในอนาคตด้วย:
- Google ให้ความสำคัญกับ “Authority” มากขึ้น เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงจะได้เปรียบในการจัดอันดับ
- AI Search กำลังเติบโต ระบบค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น Google AI Overview, ChatGPT, Bing Copilot กำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนเข้าถึงข้อมูล
- เนื้อหาต้องเข้าใจง่ายและมีโครงสร้างชัดเจน เพื่อให้ AI สามารถดึงข้อมูลไปแสดงได้อย่างถูกต้อง
- การสร้างแบรนด์มีความสำคัญมากขึ้น แบรนด์ที่ผู้คนรู้จักและค้นหาบ่อยๆ จะได้เปรียบในการจัดอันดับ
ในยุค AI กระบวนการทำ SEO ไม่ใช่แค่การทำให้ Google ชอบ แต่ต้องทำให้ “AI ชอบด้วย” โดยเน้นที่คุณภาพของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือ และการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์
บริการด้าน SEO ของ Cipher
ในฐานะพันธมิตรด้านการตลาดดิจิทัลของคุณ Cipher พร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณบรรลุเป้าหมายด้วยบริการ SEO ที่ครบวงจร:
1. วิเคราะห์โครงสร้างเว็บไซต์เชิงลึก
2. วิจัยคีย์เวิร์ดและวางแผนเนื้อหา
3. ปรับแต่งเทคนิคเว็บไซต์สู่อันดับหนึ่ง
4. สร้างเครือข่าย Backlink คุณภาพ
5. ติดตามและรายงานผลอย่างละเอียด
6. SEO ท้องถิ่นสำหรับธุรกิจในชุมชน
7. ยกระดับร้านค้าออนไลน์ด้วย E-Commerce SEO
สรุป
กระบวนการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการทำงานอย่างเป็นระบบใน 4 ด้านหลัก คือ On-Page, Off-Page, Technical SEO และ Content Marketing ผ่าน 6 ขั้นตอนสำคัญตั้งแต่การวิจัย วางแผน ดำเนินการ ติดตามผล ตรวจสอบ และพัฒนาต่อเนื่อง แม้จะไม่เห็นผลทันที แต่หากทำอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ SEO จะเป็นทรัพย์สินดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว Cipher พร้อมเป็นพันธมิตรช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับบนหน้าแรก Google ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน