ประเภทของ E-Commerce มีอะไรบ้าง? พร้อมตัวอย่างแต่ละรูปแบบเข้าใจง่าย

รูปภาพประเภทของ E-Commerce พร้อมตัวอย่างรูปแบบธุรกิจ B2B B2C C2C และ C2B

E-Commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แบ่งได้หลายประเภท โดยหากพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย จะมีรูปแบบหลักที่พบได้บ่อย ได้แก่ B2C, B2B, C2C, C2B, B2G และ G2C

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการขายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Marketplace, D2C, Social Commerce และ Mobile Commerce ซึ่งแต่ละรูปแบบมีลักษณะการทำธุรกรรม กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการดำเนินธุรกิจแตกต่างกัน

บทความนี้ CIPHER จะพาไปทำความเข้าใจแต่ละประเภทพร้อมตัวอย่าง ที่ช่วยให้คุณนำไปปรับใช้กับแผนการตลาดและการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Table of Contents

E-Commerce คืออะไร?

E-Commerce (Electronic Commerce) คือ การซื้อขายสินค้า บริการ และทำธุรกรรมผ่านอินเทอร์เน็ต ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหา สั่งซื้อ ชำระเงิน ไปจนถึงการส่งมอบ เช่น การสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์, สั่งอาหารผ่านแอปฯ, หรือขายของมือสองออนไลน์

E-Commerce จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เว็บไซต์ แต่รวมถึง Marketplace, โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชัน การเข้าใจประเภทของ E-Commerce จะช่วยให้ธุรกิจจำแนก “กลุ่มผู้ซื้อ” และ “ช่องทางการขาย” ได้ชัดเจน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปิด โอกาสเติบโตในธุรกิจ E-Commerce ที่ทุกองค์กรไม่ควรมองข้าม

ประเภทของ E-Commerce มีอะไรบ้าง?

การแบ่งประเภทของ E-Commerce ที่ใช้กันทั่วไป มักพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยมี 6 ประเภทหลัก ได้แก่ B2C, B2B, C2C, C2B, B2G และ G2C

รูปภาพของแต่ละประเภทของ E-Commerce

B2C (Business to Consumer)

B2C ย่อมาจาก Business to Consumer เป็นรูปแบบที่ธุรกิจขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคทั่วไปโดยตรง ถือเป็นประเภท E-Commerce ที่พบได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ขายเสื้อผ้าให้ลูกค้าทั่วไป แบรนด์เครื่องสำอางขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ หรือธุรกิจที่ให้ลูกค้าสมัครใช้บริการผ่านระบบออนไลน์

การซื้อขายแบบ B2C มักมีผู้บริโภคเป็นผู้ตัดสินใจซื้อ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ราคา โปรโมชั่น รีวิวสินค้า คุณภาพ ความสะดวก และความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ตัวอย่างธุรกิจ B2C ได้แก่

  • ร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์
  • เว็บไซต์ขายสินค้าอุปโภคบริโภค
  • ธุรกิจขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
  • แพลตฟอร์มสตรีมมิง
  • บริการสมัครสมาชิกออนไลน์

สำหรับธุรกิจที่ต้องการเริ่มต้นหรือขยายช่องทางออนไลน์ การทำความเข้าใจโอกาสของธุรกิจ E-Commerce จะช่วยให้เห็นภาพว่ารูปแบบการขายออนไลน์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจประเภทต่าง ๆ ได้อย่างไร

B2B (Business to Business)

B2B ย่อมาจาก Business to Business หมายถึง การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ เช่น ผู้ผลิตขายสินค้าให้ผู้จัดจำหน่าย บริษัทซอฟต์แวร์ให้บริการระบบแก่องค์กร หรือบริษัทที่ปรึกษารับงานจากธุรกิจอื่น

การซื้อขายแบบ B2B มักมีขั้นตอนซับซ้อนกว่า B2C เนื่องจากผู้ซื้ออาจไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่มีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายไอที หรือผู้บริหาร

ตัวอย่างของ B2B ได้แก่

  • โรงงานขายวัตถุดิบให้บริษัทผู้ผลิต
  • ผู้ค้าส่งขายสินค้าให้ร้านค้าปลีก
  • บริษัทซอฟต์แวร์ให้บริการระบบแก่องค์กร
  • บริษัทที่ปรึกษาให้บริการแก่ธุรกิจ
  • ผู้ให้บริการโลจิสติกส์รับงานจากบริษัท

ปัจจัยที่มีความสำคัญในธุรกรรม B2B ได้แก่ คุณภาพสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน ความสามารถในการให้บริการ และความเหมาะสมกับการดำเนินงานขององค์กร

C2C (Consumer to Consumer)

C2C ย่อมาจาก Consumer to Consumer เป็นการซื้อขายระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค โดยมักมีแพลตฟอร์มออนไลน์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ขาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการขายสินค้ามือสอง บุคคลหนึ่งนำสินค้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วไปลงประกาศ จากนั้นผู้ซื้อที่สนใจสามารถติดต่อและทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์

ตัวอย่าง C2C ได้แก่

  • การขายเสื้อผ้ามือสอง
  • การขายโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • การซื้อขายของสะสม
  • การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
  • การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างบุคคล

แพลตฟอร์มที่รองรับ C2C มักมีฟังก์ชันช่วยอำนวยความสะดวก เช่น ระบบรีวิว ระบบแชต ระบบชำระเงิน และระบบจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายติดต่อและทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น

C2B (Consumer to Business)

C2B ย่อมาจาก Consumer to Business เป็นรูปแบบที่บุคคลทั่วไปนำเสนอสินค้า บริการ ทักษะ หรือผลงานให้กับธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น Freelancer รับงานออกแบบเว็บไซต์ให้บริษัท ช่างภาพขายภาพให้แบรนด์ หรือ Creator ผลิตคอนเทนต์ให้ธุรกิจ

ตัวอย่างของ C2B ได้แก่

  • นักออกแบบรับงานจากบริษัท
  • นักเขียนรับผลิตเนื้อหาให้ธุรกิจ
  • Creator ผลิตคอนเทนต์ให้แบรนด์
  • ช่างภาพขายภาพหรือวิดีโอให้บริษัท
  • ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแก่องค์กร

รูปแบบ C2B แสดงให้เห็นว่าบุคคลทั่วไปสามารถนำความสามารถ ผลงาน หรือบริการของตนเองไปเสนอให้กับธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานในรูปแบบพนักงานประจำ

B2G (Business to Government)

B2G ย่อมาจาก Business to Government หมายถึง การที่ธุรกิจขายสินค้า บริการ หรือโซลูชันให้กับหน่วยงานภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีให้บริการระบบสารสนเทศแก่หน่วยงานรัฐ บริษัทก่อสร้างรับงานจากภาครัฐ หรือผู้จำหน่ายสินค้าเข้าร่วมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

ธุรกรรม B2G มักมีข้อกำหนดและขั้นตอนเฉพาะ เช่น การยื่นข้อเสนอ การตรวจสอบคุณสมบัติ และการดำเนินการตามเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

G2C (Government to Consumer)

G2C ย่อมาจาก Government to Consumer เป็นการให้บริการจากภาครัฐแก่ประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัล

ตัวอย่างเช่น การยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ การตรวจสอบข้อมูล การชำระค่าธรรมเนียม หรือการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของหน่วยงานรัฐ

G2C ไม่ใช่ E-Commerce เชิงพาณิชย์โดยตรงเหมือน B2C หรือ B2B แต่เป็นรูปแบบการทำธุรกรรมดิจิทัลระหว่างภาครัฐกับประชาชน ซึ่งมักถูกพูดถึงร่วมกับ E-Government และ Digital Government

รูปแบบ E-Commerce ที่พบได้ในช่องทางออนไลน์

นอกจากการแบ่งตามคู่ธุรกรรมแล้ว E-Commerce ยังสามารถแบ่งตามช่องทางหรือวิธีการขายได้อีกหลายรูปแบบ โดย Marketplace, D2C, Social Commerce และ Mobile Commerce มีลักษณะแตกต่างกัน แม้บางรูปแบบอาจอยู่ในประเภท B2C หรือ C2C ได้เช่นกัน

Marketplace

Marketplace คือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย โดยแพลตฟอร์มจะช่วยให้ธุรกิจหรือบุคคลทั่วไปสามารถนำสินค้าและบริการมานำเสนอให้ลูกค้าได้

ผู้ขายสามารถลงรายการสินค้า ขณะที่ผู้ซื้อสามารถค้นหา เปรียบเทียบ สั่งซื้อ และชำระเงินผ่านระบบของแพลตฟอร์ม

Marketplace สามารถรองรับ E-Commerce ได้หลายประเภท เช่น

  • B2C เมื่อธุรกิจขายสินค้าให้ผู้บริโภค
  • C2C เมื่อบุคคลทั่วไปซื้อขายกันเอง

จุดเด่นของ Marketplace คือช่วยให้ผู้ขายเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม ขณะที่ผู้ซื้อสามารถเปรียบเทียบสินค้าและร้านค้าหลายรายในพื้นที่เดียวกัน

D2C (Direct to Consumer)

D2C ย่อมาจาก Direct to Consumer หมายถึง รูปแบบที่แบรนด์หรือผู้ผลิตขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางหรือผู้จัดจำหน่ายในทุกขั้นตอน

ช่องทางที่ใช้ในรูปแบบ D2C อาจเป็นเว็บไซต์ของแบรนด์ แอปพลิเคชัน หรือช่องทางออนไลน์ที่ธุรกิจบริหารจัดการเอง

ข้อดีของ D2C คือแบรนด์สามารถควบคุมประสบการณ์ของลูกค้า ตั้งแต่การนำเสนอสินค้า การสั่งซื้อ ไปจนถึงการให้บริการหลังการขาย นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลการซื้อและพฤติกรรมของลูกค้าจากช่องทางของตัวเองได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม D2C กับ B2C ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน โดย B2C เป็นการอธิบายว่า “ธุรกิจขายให้ผู้บริโภค” ส่วน D2C เน้นว่า “แบรนด์ขายตรงถึงผู้บริโภค”

Social Commerce

Social Commerce คือการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยนำการสื่อสาร คอนเทนต์ และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานมาเชื่อมต่อกับกระบวนการซื้อขาย

ตัวอย่างเช่น การขายสินค้าผ่านโพสต์ การไลฟ์สด การพูดคุยกับลูกค้าผ่านแชต หรือการนำเสนอสินค้าในรูปแบบวิดีโอสั้น

จุดเด่นของ Social Commerce คือ ลูกค้าสามารถค้นพบสินค้า รับข้อมูล สอบถาม และตัดสินใจซื้อได้ภายในช่องทางที่ใช้งานอยู่เป็นประจำ

สำหรับธุรกิจ การเข้าใจว่าลูกค้าพูดถึงแบรนด์และสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างไรมีความสำคัญเช่นกัน การใช้เครื่องมือวิเคราะห์เสียงของลูกค้าบนโลกออนไลน์ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความคิดเห็น คำถาม และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นระบบมากขึ้น

Mobile Commerce (M-Commerce)

Mobile Commerce หรือ M-Commerce คือการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต

ตัวอย่างของ M-Commerce ได้แก่

  • การซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์บนสมาร์ตโฟน
  • การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน
  • การซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันของร้านค้า
  • การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ

M-Commerce เป็นส่วนหนึ่งของ E-Commerce ที่เน้นประสบการณ์การใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยความสะดวกในการเข้าถึง ความเร็วในการโหลด และขั้นตอนการสั่งซื้อที่เหมาะกับหน้าจอขนาดเล็ก ล้วนมีผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

ตารางเปรียบเทียบประเภทของ E-Commerce

ประเภท ผู้ขายหรือผู้ให้บริการ ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ ตัวอย่าง
B2C ธุรกิจ ผู้บริโภค ร้านค้าออนไลน์
B2B ธุรกิจ ธุรกิจ ซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร
C2C ผู้บริโภค ผู้บริโภค ซื้อขายสินค้ามือสอง
C2B ผู้บริโภค ธุรกิจ Freelancer รับงาน
B2G ธุรกิจ ภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง
G2C ภาครัฐ ประชาชน บริการออนไลน์

ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบ E-Commerce ตาม “คู่ธุรกรรม” โดยตรง ส่วน Marketplace, D2C, Social Commerce และ Mobile Commerce เป็นการอธิบายตามช่องทางหรือวิธีการขาย จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบในเกณฑ์เดียวกัน

E-Commerce แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?

E-Commerce แต่ละประเภทมีความแตกต่างกันทั้งในด้านคู่ธุรกรรม กลุ่มผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงลักษณะการซื้อขาย โดยสรุปได้ดังนี้

B2C — ธุรกิจขายสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคทั่วไป เช่น ร้านค้าออนไลน์ โดยการตัดสินใจซื้อมักขึ้นอยู่กับความต้องการ ราคา ความสะดวก และความน่าเชื่อถือ

B2B — ธุรกิจขายสินค้าและบริการให้ธุรกิจอื่น เช่น ซอฟต์แวร์หรือวัตถุดิบ โดยการตัดสินใจซื้ออาจมีหลายฝ่ายร่วมพิจารณา และให้ความสำคัญกับราคา คุณสมบัติ และเงื่อนไขทางธุรกิจ

C2C — ผู้บริโภคซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างกัน เช่น สินค้ามือสองหรือของสะสม โดยมักมีแพลตฟอร์มออนไลน์ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง

C2B — บุคคลนำทักษะ ผลงาน หรือบริการไปเสนอให้ธุรกิจ เช่น Freelancer นักออกแบบ หรือ Creator

B2G — ธุรกิจนำเสนอสินค้า บริการ หรือโซลูชันให้หน่วยงานภาครัฐ เช่น ระบบเทคโนโลยีหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง

G2C — หน่วยงานภาครัฐให้บริการหรือทำธุรกรรมกับประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัล เช่น บริการภาครัฐออนไลน์

ส่วน Marketplace, D2C, Social Commerce และ Mobile Commerce เป็นการแบ่งตามช่องทางหรือรูปแบบการขาย ไม่ใช่ประเภทของคู่ธุรกรรมโดยตรง จึงสามารถนำมาใช้ร่วมกับ E-Commerce ประเภทต่าง ๆ ได้ตามลักษณะของธุรกิจ เช่น ธุรกิจ B2C อาจขายสินค้าผ่าน Marketplace, Social Commerce หรือเว็บไซต์ของตัวเองในรูปแบบ D2C

การเข้าใจพฤติกรรมผู้ซื้อและการแข่งขันในแต่ละประเภทจะช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดกลยุทธ์การตลาด และการฟังเสียงผู้บริโภคผ่าน เทคนิคการใช้ Social Listener วิเคราะห์ตลาด E-Commerce ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ธุรกิจควรเลือก E-Commerce รูปแบบไหนดี?

การเลือกประเภทและรูปแบบ E-Commerce ควรเริ่มจากการพิจารณา 2 เรื่องหลัก ได้แก่ ธุรกิจขายให้ใครและต้องการเข้าถึงลูกค้าผ่านช่องทางใด

หากพิจารณาจากลักษณะของคู่ธุรกรรม:

  • B2C เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคทั่วไป เช่น เสื้อผ้า อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าในชีวิตประจำวัน

  • B2B เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้า บริการ หรือโซลูชันให้บริษัทและองค์กรอื่น

  • C2C เหมาะกับแพลตฟอร์มที่เปิดให้บุคคลทั่วไปซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างกัน

  • C2B เหมาะกับผู้ให้บริการหรือผู้เชี่ยวชาญที่นำทักษะและผลงานไปเสนอให้ธุรกิจ เช่น นักออกแบบ นักเขียน ช่างภาพ หรือ Creator

หากพิจารณาจากช่องทางและวิธีการขาย:

  • D2C เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการขายตรงผ่านเว็บไซต์หรือช่องทางที่ธุรกิจบริหารจัดการเอง

  • Marketplace เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าบนแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานอยู่แล้ว

  • Social Commerce เหมาะกับธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหรือสร้างการมีส่วนร่วมผ่านโซเชียลมีเดีย

  • Mobile Commerce เหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าใช้งานผ่านสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถใช้หลายรูปแบบร่วมกันได้ เช่น ธุรกิจ B2C อาจขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของตัวเองในรูปแบบ D2C พร้อมใช้ Marketplace และ Social Commerce เพื่อเข้าถึงลูกค้าในช่องทางต่าง ๆ

สรุป

การเลือกประเภทและรูปแบบ E-Commerce ที่เหมาะสมเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการวางกลยุทธ์ธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ เพราะแต่ละรูปแบบมีวิธีเข้าถึงลูกค้าและกระบวนการขายที่แตกต่างกัน การเลือกให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย สินค้าหรือบริการ และพฤติกรรมของลูกค้า จะช่วยให้ธุรกิจวางระบบและพัฒนาช่องทางการขายได้อย่างมีทิศทาง

หากคุณต้องการวางกลยุทธ์ พัฒนาระบบ หรือสร้างช่องทาง E-Commerce ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจาก CIPHER เพื่อช่วยวางแนวทางและพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณได้

คำถามที่พบบ่อย

เริ่มขายของออนไลน์ ควรเลือก Marketplace หรือสร้างเว็บ D2C ของตัวเองก่อน?

ควรเริ่มจาก Marketplace หากต้องการเข้าถึงฐานลูกค้าทันทีและลงทุนต่ำ แต่ควรสร้าง เว็บไซต์ D2C ควบคู่ไปด้วยหากต้องการสร้างแบรนด์ สะสมฐานข้อมูลลูกค้า (First-Party Data) และลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มกลาง

ธุรกิจ B2B นำ Social Commerceมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?

นำมาใช้เพื่อ สร้างความน่าเชื่อถือและเก็บรายชื่อลูกค้า (Lead Generation) โดยการทำคอนเทนต์ให้ความรู้ หรือไลฟ์สดตอบคำถามเชิงเทคนิค เพื่อดึงดูดให้ฝ่ายจัดซื้อหรือองค์กรติดต่อเข้ามาเจรจาซื้อขายในช่องทางทางการ

สัญญาณไหนที่บอกว่าธุรกิจต้องเร่งปรับหน้าเว็บให้รองรับ M-Commerce?

สังเกตได้จากสัดส่วนผู้เข้าชมเว็บเกิน 60-70% มาจากสมาร์ตโฟน, อัตราการกดออกจากเว็บ (Bounce Rate) บนมือถือสูง หรือมีผู้ใช้งานเลิกซื้อกลางคันในขั้นตอนชำระเงินเนื่องจากหน้าเว็บไม่รองรับหน้าจอขนาดเล็ก

ทำไมแบรนด์ใหญ่ถึงนิยมใช้กลยุทธ์ D2C ควบคู่กับ Marketplace?

เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยใช้ Marketplace เป็นช่องทางหาลูกค้าใหม่และสร้างยอดขายรวดเร็ว แล้วใช้ D2C ในการดึงลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ มอบสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก และควบคุมประสบการณ์ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์

ธุรกิจสามารถผสมผสาน E-Commerce หลายประเภทพร้อมกันได้ไหม?

ได้ เช่น ผู้ผลิตสินค้าสามารถขายส่งให้คู่ค้าแบบ B2B ขายตรงให้ผู้บริโภคผ่านเว็บแบรนด์แบบ B2C (D2C) พร้อมเปิดหน้าร้านบน Marketplace และทำการตลาดผ่าน Social Commerce ไปพร้อมกันได้

Shopping Cart
Scroll to Top