Table of Contents
Customer Experience คืออะไร?
Customer Experience คือ ผลรวมของทุกความรู้สึกและปฏิสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ตลอดการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) ตั้งแต่การรู้จักแบรนด์ครั้งแรก การตัดสินใจซื้อ การใช้สินค้าหรือบริการ ไปจนถึงการบอกต่อและกลับมาซื้อซ้ำ การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าที่น่าประทับใจจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจในระยะยาว ซึ่งการใช้ระบบ CRM ที่เหมาะสม จะช่วยให้ธุรกิจจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการสำคัญในการสร้าง Customer Experience ที่ยอดเยี่ยม
ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือองค์กรใหญ่ หลักการสำคัญในการสร้าง Customer Experience ที่ยอดเยี่ยมมีดังนี้:
- เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง – Customer Insight คือ การรู้ว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร มีความต้องการอะไร และมีจุดปวด (Pain Points) อะไรบ้าง เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ สอดคล้องกับแนวคิดของ Forbes Business Council ที่ระบุว่าการเข้าใจลูกค้าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนา Customer Experience
- ลดแรงเสียดทาน – ระบุและกำจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้ลูกค้าลังเลหรือยากต่อการใช้บริการของคุณ โดยเฉพาะในเว็บไซต์ธุรกิจที่ควรออกแบบให้ใช้งานง่าย เช่นที่ Cipher นำเสนอในบริการพัฒนาเว็บไซต์
- แก้ปัญหาลูกค้าก่อนคิดถึงการขาย – Customer Focus คือ การมุ่งเน้นที่การแก้ปัญหาให้ลูกค้าจะสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาว มากกว่าการพยายามขายสินค้าหรือบริการทันที
- ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด – การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบจะช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น การใช้ Enterprise CMS ที่เหมาะสมจะช่วยในการจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สร้างความแตกต่าง – คิดนอกกรอบและหาวิธีสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่ง แม้ว่าสินค้าหรือบริการของคุณจะคล้ายคลึงกัน การใช้ Marketing Mix ที่เหมาะสมจะช่วยให้แบรนด์ของคุณโดดเด่น
- มองหาโอกาสใหม่ ๆ – เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น NFT, AI, หรือ Marketing Automation เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสร้างประสบการณ์แบบใหม่ที่น่าตื่นเต้นให้กับลูกค้าได้
การลงทุนในการพัฒนา Customer Experience ไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้า (Customer Retention) กระตุ้นการบอกต่อ และสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจ สอดคล้องกับที่ Forbes Business Council ระบุว่าการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีช่วยเพิ่มรายได้ของธุรกิจได้มากถึง 4-8%
Customer Experience Disruption คืออะไร?
Customer Experience Disruption คือ การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากคู่แข่งในตลาด จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม
หลายคนมักเข้าใจว่า “Disruption” เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง Disruption ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นหลัก แต่พวกเขาโดดเด่นด้วยการนำเสนอประสบการณ์ลูกค้าที่พิเศษกว่าคู่แข่ง โดยเทคโนโลยีเป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้สามารถมอบประสบการณ์นั้นได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง Disruption ด้วย Customer Experience ได้แก่ Netflix, Airbnb, Slack และ Grab ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ได้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ แต่นำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่า
กรณีศึกษาจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่พลิกธุรกิจด้วย Customer Experience
กรณีศึกษาจากแบรนด์ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จในการพลิกโฉมธุรกิจด้วยการมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า เช่น
1. Adobe: ทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วย Data-Driven Operating Model
Adobe เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี ที่ประสบความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยใช้ Data-Driven Operating Model (DDOM) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
การเปลี่ยนแปลงของ Adobe มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อบริษัทตัดสินใจปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นการตลาดเป็นหลัก (marketing-oriented) มาสู่การรื้อระบบปฏิบัติการทั้งหมดให้พร้อมสำหรับยุคดิจิทัล
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของ Adobe มี 2 ประเด็นหลัก:
- การทำ Digital Transformation ผ่านเว็บไซต์เป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะพัฒนาไปสู่ช่องทางอื่น ๆ
- การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ จากการขายซอฟต์แวร์แบบครั้งเดียว มาเป็น Recurring Revenue Model ที่สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอผ่านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ Adobe จากที่เคยจำหน่ายซอฟต์แวร์ผ่านพาร์ทเนอร์และไม่เคยมีความสัมพันธ์โดยตรงกับลูกค้า กลายเป็นบริษัทที่มี “Always-on relationship” กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมการใช้งานและได้รับ Customer Insight คือ ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ
DDOM หรือ Data-Driven Operating Model เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดย Adobe ได้ลงทุนอย่างมหาศาลเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้มามีความน่าเชื่อถือ และสามารถใช้ในการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
ก้าวต่อไปของ Adobe คือการผสานเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ากับผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อมอบประสบการณ์ที่เฉพาะตัวและดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้ใช้งานในเวลาจริง (Real-time)
2. Circles.Life: สร้างความแตกต่างในตลาดโทรคมนาคมด้วยประสบการณ์ลูกค้า
Circles.Life เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายเล็กจากสิงคโปร์ที่กล้าท้าทายผู้ให้บริการรายใหญ่ในตลาด แม้ว่าสินค้าหลักจะเป็นซิมการ์ดและแพ็กเกจเหมือนคู่แข่งทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นคือการนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่าง
จุดเด่นของ Circles.Life ที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า ได้แก่:
- ไม่มีสัญญาผูกมัด
- ใช้ระบบ Human Chat Support แทน Call Center โดยมีการรับประกันการตอบกลับภายใน 60 วินาที
- ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Hidden Fee)
- แพ็กเกจที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน
นี่คือตัวอย่างของการนำจุดปวด (Pain Points) ของลูกค้ามาพัฒนาเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง วิธีการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าแบบนี้ได้กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
3. Atlassian: ลดแรงเสียดทานในการตัดสินใจ
Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ที่เน้นกลุ่มลูกค้าองค์กร (B2B) ได้สร้างความแตกต่างด้วยการลดแรงเสียดทาน (Friction) ที่ทำให้ลูกค้าลังเลในการตัดสินใจ
ในขณะที่บริษัท B2B ส่วนใหญ่มักนิยมทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้า Atlassian กลับนำเสนอประสบการณ์แบบ B2C ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ช่วยลดความลังเลในการตัดสินใจใช้บริการ แสดงให้เห็นว่า Customer Focus คือ กลยุทธ์สำคัญที่ช่วยพลิกธุรกิจด้วย Customer Experience
ทั้งนี้ ธุรกิจซอฟต์แวร์มีข้อได้เปรียบที่สามารถลดแรงเสียดทานได้ง่ายกว่า เนื่องจากสามารถบริหารจัดการและลดต้นทุนด้านบุคลากรได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
4. Magnetolabs: โฟกัสที่การแก้ปัญหาให้ลูกค้าก่อน
Magnetolabs ใช้กลยุทธ์ “ขายแบบไม่ขาย” โดยเน้นการให้ความรู้และแก้ปัญหาให้ลูกค้าก่อน แทนที่จะพยายามขายบริการโดยตรง
ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องเว็บไซต์ แทนที่จะเสนอขายบริการทำเว็บไซต์ทันที Magnetolabs จะให้ข้อมูลความรู้เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจถึงความสำคัญของเว็บไซต์ และวิธีการที่เว็บไซต์จะช่วยแก้ปัญหาทางธุรกิจได้
นอกจากนี้ Magnetolabs ยังแก้ปัญหาความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ด้วยการสร้างเครื่องมือและเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เช่น:
- บทความเกี่ยวกับราคาเว็บไซต์ – เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจถึงราคาตลาด และความแตกต่างของบริการในแต่ละระดับราคา
- Calcula.to – เครื่องมือคำนวณงบประมาณการทำเว็บไซต์ ที่ช่วยให้ลูกค้าประเมินงบประมาณได้ตามความต้องการที่แท้จริง
- E-book Web Checklist – คู่มือที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง
แนวทางนี้ช่วยสร้างความไว้วางใจและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เน้นการแก้ปัญหามากกว่าการขาย
5. Liquid: เติบโตด้วย Automation เพื่อพลิกธุรกิจด้วย Customer Experience
Liquid บริษัท FinTech Startup ด้าน Cryptocurrency จากญี่ปุ่น ได้นำ Marketing Automation มาใช้เพื่อสร้างการเติบโต
กลยุทธ์สำคัญของ Liquid เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ Lifecycle Journey ของลูกค้า ซึ่งมีความซับซ้อนเนื่องจากเป็นธุรกิจการเงินที่ต้องมีขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน (KYC) และการโอนเงินเข้าระบบก่อนที่จะเริ่มการเทรด
Liquid ใช้ Marketing Automation เพื่อลดอัตราการออกจากระบบ (Drop off) ในแต่ละขั้นตอน และกระตุ้นให้เกิดการเทรดอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์หลักของ Liquid คือการทำ Lead Generation เพื่อเก็บอีเมลมาสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ผ่านการทำแคมเปญที่น่าสนใจ และส่งอีเมลที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากนี้ การทำ Personalization ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การสื่อสารมีความเหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้รับสาร ไม่เป็นเพียงแค่อีเมลทั่วไปที่ไม่แตกต่างจาก Spam การเข้าใจและใช้ Customer Insight คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จ
6. Haylee Mattress: มอบคุณค่าทางจิตใจผ่านประสบการณ์ลูกค้า
Haylee Mattress บริษัทจากสิงคโปร์ที่ให้บริการส่งฟูกที่นอนถึงบ้าน ได้สร้างประสบการณ์ที่โดดเด่นด้วยการลดความเสี่ยงและความกังวลของลูกค้า ผ่านบริการที่เหนือความคาดหมาย:
- ทดลองนอนฟรี 100 คืน หากไม่พอใจสามารถคืนเงินได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- จัดส่งฟรีและรวดเร็ว ภายใน 2 ชั่วโมง
- รับประกันสินค้านาน 10 ปี
นอกจากนี้ Haylee Mattress ยังสร้างความแตกต่างด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) โดยฟูกที่ลูกค้าคืนจะไม่นำกลับมาขายซ้ำ แต่จะนำไปบริจาค ซึ่งเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้กับทั้งลูกค้าและสังคม นี่คือวิธีที่ช่วยพลิกธุรกิจด้วย Customer Experience ที่มีมิติทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง
7. FashionValet: ลูกค้าคือผู้ขาย
FashionValet บริษัทจำหน่ายเครื่องแต่งกายแฟชั่นจากมาเลเซีย ใช้กลยุทธ์ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการบอกต่อเกี่ยวกับแบรนด์ ด้วยการสร้าง Hashtag #fvootd (FashionValet outfit of the day) คล้ายกับกลยุทธ์ Social Media Marketing ที่มีประสิทธิภาพ
จุดเด่น คือ FashionValet ใช้ลูกค้าจริงเป็นพรีเซนเตอร์ แทนที่จะใช้นายแบบหรือนางแบบมืออาชีพ ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อจากลูกค้าเก่าสู่ลูกค้าใหม่ การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ช่วยเพิ่มความผูกพันอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของการใช้ Social Media Management เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้า
8. Canva: ใช้งานง่ายและเชื่อมต่อไม่สะดุด
Canva ซอฟต์แวร์ออกแบบกราฟิกสำหรับผู้ที่ไม่มีทักษะด้านการออกแบบ สร้างความแตกต่างด้วยการลดแรงเสียดทาน ผ่านการให้ใช้งานฟรีในฟังก์ชันหลัก และออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ที่เข้าถึงได้ง่าย
นอกจากนี้ Canva ยังสร้างการเติบโตด้วยการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ เช่น การผนวกเข้ากับ HubSpot ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้าง Social Post โดยใช้ Canva ได้โดยตรง โดยไม่ต้องออกจากระบบ ช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน Customer Focus คือ หัวใจของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Canva
9. TikTok: กระตุ้นการมีส่วนร่วมด้วย Rewards
TikTok ใช้โปรแกรม Lite Rewards เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ โดยมอบรางวัลสำหรับการดูวิดีโอและเชิญชวนผู้อื่นมาใช้งานแอปพลิเคชัน ถึงแม้ว่าโปรแกรมนี้จะเป็นที่ถกเถียงและถูกยกเลิกในสหภาพยุโรปเนื่องจากปัญหาด้านกฎระเบียบ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการใช้ข้อมูลและการให้รางวัลเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้
TikTok ยังแสดงให้เห็นว่าการพลิกธุรกิจด้วย Customer Experience ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่สามารถใช้กลไกทางจิตวิทยาและการให้รางวัลที่ตรงใจผู้ใช้งานได้
10. DuoLingo: กระตุ้นอารมณ์ผ่านการแจ้งเตือน
DuoLingo แอปพลิเคชันเรียนภาษา ใช้การแจ้งเตือนที่มีภาษาเป็นธรรมชาติและแสดงถึงอารมณ์ โดยปรับแต่งข้อความตามข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน
ตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้พลาดเป้าหมายการเรียนรู้ภาษาประจำวัน DuoLingo จะส่งการแจ้งเตือนที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกผิด โดยบอกเป็นนัยว่าพวกเขาทำให้ Duo (มาสคอตของแอป) ผิดหวัง กลยุทธ์นี้ใช้การวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้เพื่อนำเสนอการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าที่มีความเป็นมนุษย์และอารมณ์ขันช่วยให้ DuoLingo แตกต่างจากแอปพลิเคชันเรียนภาษาทั่วไป
11. Disney+: เนื้อหาแบบเฉพาะบุคคล
Disney+ ใช้ Machine Learning ในการสร้างคำแนะนำเนื้อหาส่วนบุคคลและปรับภาพปกให้เหมาะสมกับความชอบของผู้ใช้แต่ละคน คล้ายกับที่ Netflix ทำ
นอกจากนี้ Disney+ ยังใช้อีเมลธุรกรรมเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ที่ยังดูเนื้อหาไม่จบกลับมาดูต่อ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาติดตามความคืบหน้าในการรับชมของผู้ใช้และใช้ข้อมูลนี้ในการกระตุ้นให้ผู้ใช้กลับมามีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์ม
การใช้ Customer Insight คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้ Disney+ สามารถปรับแต่งประสบการณ์การรับชมให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพลิกธุรกิจด้วย Customer Experience ที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด
12. NFT และอนาคตของ Customer Experience
NFT (Non-Fungible Token) กำลังพลิกโฉมการสร้างประสบการณ์ลูกค้าด้วยแนวคิด “Digital Uniqueness” ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างความเป็นเจ้าของเฉพาะตัวในโลกดิจิทัล
แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มใช้ NFT เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าในรูปแบบใหม่:
- Stella Artois: ร่วมมือกับ ZED RUN ในการสร้าง Avatar ม้าแข่งที่ลูกค้าสามารถประมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษและร่วมกิจกรรมกับแบรนด์ได้
- Jacob & Co: แบรนด์นาฬิกาหรูที่สร้างนาฬิกาดิจิทัลในรูปแบบ NFT ที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก เพื่อเปิดให้ผู้สนใจประมูล
- General Mills: บริษัทอาหารที่เปิดประมูลผลงาน Digital Artworks ในรูปแบบ NFT 10 ชิ้น โดยผู้ชนะการประมูลจะได้รับสิทธิพิเศษในการลิ้มลองผลิตภัณฑ์ใหม่ก่อนใคร
- สื่อข่าวชั้นนำ: CNN และ USA Today ได้นำช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์มาขายในรูปแบบ
NFT Moment ทำให้นักสะสมสามารถเป็นเจ้าของช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ได้
NFT เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่แบรนด์สามารถใช้ในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้ในยุคดิจิทัล แสดงให้เห็นว่าการพลิกธุรกิจด้วย Customer Experience สามารถทำได้โดยนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์
บริการของเราเพื่อช่วยพลิกธุรกิจด้วย Customer Experience
ที่ Cipher เรามุ่งมั่นที่จะช่วยธุรกิจของคุณพลิกโฉมด้วยการสร้าง Customer Experience ที่เหนือความคาดหมาย ผ่านบริการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งแบบครบวงจร:
- การวิเคราะห์ Customer Journey – เราช่วยคุณเข้าใจเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า และระบุจุดที่สามารถปรับปรุงเพื่อลดแรงเสียดทานและเพิ่มประสิทธิภาพได้
- การพัฒนาเว็บไซต์ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ – ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ที่ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังใช้งานง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้อย่างแท้จริง
- Content Marketing ที่แก้ปัญหาให้ลูกค้า – สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า ให้ความรู้ และช่วยแก้ปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความไว้วางใจและเพิ่มโอกาสในการขาย
- Data-Driven Marketing – ใช้ข้อมูลในการวางแผนและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกการลงทุนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- Marketing Automation – วางระบบการตลาดอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงของ Customer Journey
- การสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นเอกลักษณ์ – พัฒนากลยุทธ์ดิจิทัลที่สร้างความแตกต่างและช่วยให้แบรนด์ของคุณโดดเด่นในตลาด
- Social Media Strategy – วางแผนและดำเนินการกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและความผูกพันกับแบรนด์
สรุป: พลิกธุรกิจด้วย Customer Experience อย่างยั่งยืน
กรณีศึกษาที่เราได้นำเสนอแสดงให้เห็นว่า การสร้าง Customer Experience ที่โดดเด่นเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างความแตกต่างและเติบโตในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้
การลงทุนในการพัฒนา Customer Experience ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น แต่ยังช่วยรักษาลูกค้าเก่า เพิ่มมูลค่าการซื้อต่อครั้ง และกระตุ้นการบอกต่อแบบปากต่อปากอีกด้วย
ที่ Cipher เราพร้อมที่จะช่วยคุณยกระดับ Customer Experience และพลิกโฉมธุรกิจของคุณให้แข็งแกร่งในยุคดิจิทัล ด้วยบริการครบวงจรตั้งแต่การวางกลยุทธ์ Marketing Mix ที่เหมาะสม ไปจนถึงการจัดการ Social Media ของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของเรา!