Customer Experience คืออะไร? ทำไมธุรกิจยุคนี้ถึงต้องให้ความสำคัญ

Customer Experience คืออะไร? ทำไมธุรกิจถึงต้องให้ความสำคัญ

Table of Contents

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การมีสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจต่าง ๆ ต้องหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “Customer Experience” หรือ “ประสบการณ์ของลูกค้า” มากขึ้น เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขัน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับการสร้างประสบการณ์ลูกค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Customer Experience (CX) คืออะไร?

Customer Experience หรือ CX คือ ภาพรวมของประสบการณ์ทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์หรือองค์กร ตั้งแต่ก่อนการซื้อ ระหว่างการซื้อ และหลังการซื้อ โดยครอบคลุมทุกจุดสัมผัส (Touchpoint) ที่ลูกค้ามีกับแบรนด์ Customer Experience แปลว่า “ประสบการณ์ของลูกค้า” นั่นเอง

Philip Kotler บิดาแห่งการตลาดยุคใหม่ได้เปรียบเทียบ Customer Experience ไว้อย่างน่าสนใจว่า เหมือนกับการที่ลูกค้าได้เข้าไปดูภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่องในโรง แล้วรู้สึกประทับใจมาก จนอยากบอกต่อให้คนอื่นรู้ อยากซื้อสินค้าที่ระลึกเก็บไว้ หรือถึงขั้นกลับมาดูซ้ำ รอเก็บแผ่นบลูเรย์ หรือรอดูทางออนไลน์อย่างถูกต้อง นี่คือตัวอย่างของ Experience การใช้บริการที่ดีที่สุด

CX ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบริการลูกค้า (Customer Service) แต่เป็นภาพรวมที่กว้างกว่า โดย Customer Experience ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักดังนี้:

  • ประสบการณ์จากสินค้าและบริการ – คุณภาพสินค้า คุณสมบัติ การให้บริการหลังการขาย
  • ประสบการณ์จากการมีปฏิสัมพันธ์ – การสื่อสารกับพนักงาน กระบวนการสั่งซื้อ การชำระเงิน
  • ประสบการณ์จากช่องทางต่าง ๆ – ร้านค้า เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย
  • ประสบการณ์ด้านอารมณ์และความรู้สึก – ความประทับใจ ความพึงพอใจ หรือความผิดหวัง
  • ประสบการณ์จากภาพลักษณ์และการรับรู้ – การรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์

Customer Experience ต่างจาก Customer Service และ User Experience (UX) อย่างไร?

หลายคนอาจสับสนระหว่างคำว่า Customer Experience (CX), Customer Service และ User Experience (UX) แต่ทั้งสามคำนี้มีความหมายและขอบเขตที่แตกต่างกัน:

Customer Experience (CX) vs Customer Service: Customer Service คือ การให้บริการลูกค้าในช่วงที่ธุรกิจกำลังให้บริการลูกค้าอยู่ รวมถึงก่อนและหลังการใช้บริการ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Customer Experience เท่านั้น Customer Experience จะครอบคลุมประสบการณ์ทั้งหมดของลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย อีกความแตกต่างคือ Customer Service ทําอะไรบ้าง มักเน้นที่การแก้ไขปัญหา ตอบคำถาม และให้ความช่วยเหลือลูกค้าโดยตรง

Customer Experience (CX) vs User Experience (UX): User Experience (UX) หมายถึง ประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้ เช่น ความสวยงาม ความสะดวกในการใช้งานเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ในขณะที่ Customer Experience (CX) เป็นภาพที่กว้างกว่า รวมถึงประสบการณ์ก่อนและหลังการใช้งานด้วย

ทำไม Customer Experience ถึงสำคัญต่อธุรกิจยุคนี้?

ในยุคปัจจุบันที่ลูกค้ามีตัวเลือกมากมาย การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง และการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายขึ้น Customer Experience จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ การทำ Customer Experience Marketing จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับแบรนด์ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน มีสถิติที่น่าสนใจดังนี้:

  • 70% ของผู้บริโภคเลือกที่จะเปลี่ยนแบรนด์ไปหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีกว่า (Forbes)
  • 81% ของลูกค้าจะเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น เนื่องจากการบริการลูกค้าที่ไม่ดี (WalkerInfo)
  • 56% ของลูกค้าจะบอกต่อประสบการณ์ที่ไม่ดีให้คนอื่นได้รู้ (WalkerInfo)
  • 48% ของผู้บริโภคยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อได้มาซึ่งคุณภาพของ Customer Service ที่ดี (Forbes)

นอกจากนี้ การสร้าง Customer Experience ที่ดี ยังมีประโยชน์ต่อธุรกิจในหลายด้าน:

  1. เพิ่มยอดขายและรายได้ – ลูกค้าที่มีประสบการณ์ที่ดีมีแนวโน้มที่จะซื้อมากขึ้นและบ่อยขึ้น
  2. สร้างความภักดีต่อแบรนด์ – ลูกค้าที่ประทับใจมีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำ
  3. สร้างการบอกต่อ – ลูกค้าที่พึงพอใจจะแนะนำแบรนด์ให้กับคนรอบข้าง ซึ่งมีค่ามากกว่าการลงทุนโฆษณา
  4. ลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ – การรักษาลูกค้าเก่า (Customer Retention) มีต้นทุนต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition) ถึง 5-25 เท่า
  5. สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง – ในตลาดที่สินค้าและบริการมีความคล้ายคลึงกัน ประสบการณ์ที่ดีจะเป็นตัวสร้างความแตกต่าง

องค์ประกอบหลักของ Customer Experience

การสร้าง Customer Experience ที่ดีจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับองค์ประกอบหลักต่าง ๆ ซึ่งทีมการตลาดควรเตรียมการให้พร้อม ดังนี้:

  1. ข้อมูลความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า – ศึกษาและทำความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรและคาดหวังอย่างไร
  2. Personalization Marketing – การทำการตลาดเฉพาะบุคคลที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละคน
  3. ความสะดวกในการเข้าถึง – ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและช่องทางการติดต่อได้สะดวก
  4. ความสม่ำเสมอ – รักษามาตรฐานการให้บริการและประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง
  5. การสร้างความผูกพันทางอารมณ์ – ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงอารมณ์บางอย่าง เช่น ความสนุกสนาน ความตื่นเต้น ความชื่นชม

Customer Experience Management (CXM) คืออะไร?

Customer Experience Management (CXM) หรือ Customer Experience Management (CEM) คือ การบริหารจัดการประสบการณ์ของลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความพึงพอใจและความประทับใจให้กับลูกค้า โดยมุ่งเน้นการออกแบบและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกจุดสัมผัส (Touchpoint) ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์

CXM ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญดังนี้:

  1. การวิเคราะห์และทำความเข้าใจลูกค้า – ศึกษาข้อมูล พฤติกรรม ความต้องการของลูกค้า
  2. การออกแบบประสบการณ์ลูกค้า – สร้างประสบการณ์ที่ตรงตามความคาดหวังและสร้างความประทับใจ
  3. การปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กร – พัฒนากระบวนการให้สอดคล้องกับประสบการณ์ที่ต้องการสร้าง
  4. การพัฒนาบุคลากร – สร้างทักษะและจิตสำนึกในการให้บริการที่ดีแก่พนักงาน
  5. การนำเทคโนโลยีมาใช้ – เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการให้บริการด้วยเทคโนโลยี
  6. การประเมินและวัดผล – ติดตามและวัดผลประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
  7. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง – นำผลการประเมินมาปรับปรุงและพัฒนาอยู่เสมอ

7 องค์ประกอบหลักของ Customer Experience Management

ในการบริหารจัดการ Customer Experience ให้มีประสิทธิภาพ มีองค์ประกอบหลักที่สำคัญ 7 ประการ ดังนี้:

  1. Customer Insight การเข้าใจลูกค้า – เข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เห็นภาพ Customer Journey ได้ชัดเจน
  2. Personalization การทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง – มอบประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงให้กับลูกค้าแต่ละคน โดยวิเคราะห์ข้อมูลและแบ่งกลุ่มลูกค้า (Segmentation)
  3. Consistency ความสม่ำเสมอในทุกช่องทาง – สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (Omnichannel)
  4. Research & Development การพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง – ตรวจสอบ วัดผล และปรับปรุงกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์ลูกค้าอยู่เสมอ
  5. Innovation & Technology การเสริมสร้างด้วยเทคโนโลยี – ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เช่น ระบบ CRM, Contact Center, Chatbot
  6. Customer Satisfaction การสร้างความประทับใจ – สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้า ไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการเชิงฟังก์ชัน แต่สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ
  7. Employee Engagement ทีมงานคือหัวใจสำคัญ – พัฒนาและสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน เพื่อให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

วิธีสร้าง Customer Experience ที่ดีให้กับลูกค้า

Customer Experience คืออะไร - วิธีสร้าง

การสร้าง Customer Experience ที่ดีนั้นเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน ต่อไปนี้คือกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้คุณเข้าใจการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่น่าประทับใจ:

  1. เข้าใจความต้องการของลูกค้า – ศึกษาพฤติกรรม รับฟังความคิดเห็น และเรียนรู้ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
  2. พัฒนาประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) – ทำให้ลูกค้าสามารถติดต่อ สั่งซื้อ และรับบริการได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม
  3. ให้บริการตรงเวลาและรวดเร็ว – ตอบสนองคำถามและความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว เพื่อแสดงว่าคุณให้ความสำคัญกับเวลาของพวกเขา
  4. ฝึกอบรมพนักงานให้มีทักษะและมุ่งเน้นการบริการที่ดี – พัฒนาพนักงานให้มีความเป็นมืออาชีพ มีความกระตือรือร้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ – ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการให้บริการ เช่น ระบบ CMS ที่เหมาะสมกับองค์กร Chatbot และแอปพลิเคชัน
  6. สร้างช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย – เปิดช่องทางให้ลูกค้าสามารถติดต่อ สอบถาม แสดงความคิดเห็นได้สะดวก
  7. รับฟังเสียงจากลูกค้าและนำมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง – สำรวจความคิดเห็น นำข้อเสนอแนะมาวิเคราะห์ และปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้ดียิ่งขึ้น

6 สาเหตุที่ทำให้ Customer Experience แย่ลง

แม้ว่าการสร้าง Customer Experience ที่ดีจะมีความสำคัญ แต่มีหลายสาเหตุที่อาจทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าแย่ลงได้ ซึ่งธุรกิจควรหลีกเลี่ยง:

  1. พึ่งพาการตอบกลับอัตโนมัติมากเกินไป – การใช้ระบบตอบกลับอัตโนมัติมากเกินไป อาจทำให้ลูกค้าหงุดหงิดเมื่อต้องการคุยกับเจ้าหน้าที่จริง ๆ
  2. ระยะเวลารอคอยที่นาน – การให้ลูกค้ารอการติดต่อกลับนานเกินไป เนื่องจากขาดเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอ
  3. พนักงานไม่ได้รับการอบรมที่ดี – พนักงานที่ไม่ได้รับการอบรมอย่างเหมาะสม อาจแสดงอารมณ์ไม่ดีกับลูกค้า
  4. ไม่เข้าใจความต้องการของลูกค้า – พนักงานไม่สามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
  5. วิธีแก้ปัญหาที่ไร้ประสิทธิภาพ – การแนะนำวิธีแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้ผล ทำให้ลูกค้าผิดหวัง
  6. การให้บริการแบบ One-Size-Fits-All – การให้บริการแบบเดียวกันหมดโดยไม่คำนึงถึงความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน

เครื่องมือวัดผล Customer Experience

การวัดผลความสำเร็จของการสร้าง Customer Experience เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทราบว่ากลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลดีหรือไม่ และควรปรับปรุงในส่วนใด โดยมีเครื่องมือวัดผลที่นิยมใช้ ดังนี้:

  • Customer Effort Score (CES) – วัดความยากง่ายในการใช้บริการหรือแก้ไขปัญหา ยิ่งคะแนนสูงแสดงว่าลูกค้าใช้งานได้ง่าย
  • Net Promoter Score (NPS) – วัดความเป็นไปได้ที่ลูกค้าจะแนะนำแบรนด์ให้กับผู้อื่น ด้วยคำถามเช่น “คุณจะแนะนำเราให้เพื่อนหรือคนรู้จักในระดับใด (0-10)”
  • Customer Satisfaction Score (CSAT) – วัดความพึงพอใจของลูกค้าโดยตรง ด้วยคำถามเช่น “คุณพอใจกับบริการของเราหรือไม่” หรือให้คะแนนความพึงพอใจ
  • Time To Resolution (TTR) – วัดระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า ยิ่งเร็วยิ่งดี

ตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง Customer Experience

การศึกษาตัวอย่างความสำเร็จจากแบรนด์ชั้นนำสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจที่ต้องการพัฒนา Customer Experience ได้เป็นอย่างดี ต่อไปนี้คือ Customer Experience ตัวอย่างจากแบรนด์ที่โดดเด่น:

Disney

Disney เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในด้านการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า ด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ ดังนี้:

  • การสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจ – ออกแบบสวนสนุกและรีสอร์ตให้เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ มีการตกแต่งที่เก็บรายละเอียดได้อย่างดี
  • ระบบการจองและซื้อตั๋วออนไลน์ที่สะดวก – ช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า
  • การใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ – เช่น การให้ลูกค้าถ่ายรูปกับตัวละคร มาสคอต และการมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับลูกค้าทุกกลุ่ม
  • การให้บริการที่เป็นเลิศ – พนักงานได้รับการฝึกอบรมให้บริการด้วยรอยยิ้มและความเป็นมิตร
  • ความปลอดภัย – มีมาตรการและระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด
  • การปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง – ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาและปรับปรุงประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น

Netflix

Netflix ใช้กลยุทธ์การสร้าง Customer Experience โดยเน้นที่การเข้าใจความต้องการของลูกค้าแต่ละราย:

  • การวิเคราะห์ Insight ของลูกค้า – ศึกษาว่าลูกค้าแต่ละคนชอบดูคอนเทนต์แบบใด
  • การแนะนำคอนเทนต์ที่เหมาะสม – นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อแนะนำภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ลูกค้าน่าจะชอบ
  • การสร้างฟีดที่เฉพาะเจาะจง – แสดงคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับลูกค้าแต่ละคนบนหน้าฟีดของพวกเขา

7 สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Customer Experience

สถิติเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความสำคัญของ Customer Experience และแนวโน้มที่ธุรกิจควรให้ความสนใจ:

  1. ความท้าทายในการเข้าใจลูกค้า – 22% ของผู้นำธุรกิจยอมรับว่าการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นเรื่องยาก และอีก 21% พบว่าการปรับตัวให้เข้ากับความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นความท้าทาย (Hubspot)
  2. บทบาทของ AI ต่อ Customer Experience – 86% ของผู้นำด้าน Customer Experience เชื่อว่า AI จะช่วยยกระดับประสบการณ์ที่มอบให้กับลูกค้า และ 77% คาดว่า AI จะสามารถสื่อสารกับลูกค้าส่วนใหญ่ได้โดยไม่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ภายในปี 2025 (Hubspot)
  3. ลูกค้าชอบช่องทางบริการด้วยตัวเอง – 55% ของลูกค้าต้องการใช้ช่องทางบริการตนเอง เช่น ฐานความรู้หรือ Chatbot เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา (Hubspot)
  4. ความสำคัญของการสื่อสารแบบเฉพาะเจาะจง – 46% ของลูกค้ามองหาการสื่อสารแบบเฉพาะเจาะจง (Personalization) ในหลาย Touchpoint (Hubspot)
  5. ความคาดหวังในการแก้ไขปัญหา – 67% ของลูกค้าคาดหวังการแก้ไขปัญหาภายใน 3 ชั่วโมง โดย 21% คาดหวังการแก้ไขทันที 23% จะรอคำตอบสูงสุดหนึ่งชั่วโมง และอีก 23% สามารถรอได้นานถึง 3 ชั่วโมง (Hubspot)
  6. การเชื่อมต่อทุกช่องทาง – 79% ของผู้ตอบแบบสอบถามยืนยันว่าการพร้อมให้บริการในทุกช่องทางที่ลูกค้าใช้เป็นสิ่งสำคัญ (Hubspot)
  7. การรักษาลูกค้าและสร้างความภักดี – 31% ของผู้นำด้าน Customer Service ให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาลูกค้า (Customer Retention) และการสร้างความภักดี (Customer Loyalty) (Hubspot)

เตรียมความพร้อมก่อนทำ Customer Experience

ก่อนที่จะเริ่มทำ Customer Experience Management คุณควรมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้:

  1. เข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย – รับฟังทุกความคิดเห็นจากลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย แบบสำรวจ และจากพนักงานที่มีการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง
  2. วางแผนการทำงานให้ชัดเจน – ทบทวนวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจให้แน่ชัด เพื่อให้การทำ Customer Experience สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของธุรกิจ
  3. ดำเนินการอย่างเป็นระบบ – โดยให้ความสำคัญกับ:
    Touch points – ช่องทางที่ลูกค้าติดต่อกับแบรนด์
    Interactions – คุณภาพของการสื่อสารระหว่างพนักงานและลูกค้า
    Engagement – โอกาสในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า
  4. วัดผลอย่างเป็นระบบ – ใช้ตัวชี้วัดดังนี้:
    CSAT (Customer Satisfaction Score) – คะแนนความพึงพอใจของลูกค้า
    NPS (Net Promoter Score) – คะแนนความเป็นไปได้ที่ลูกค้าจะแนะนำแบรนด์ให้ผู้อื่น
  5. สร้างความโปร่งใสให้กับแบรนด์ – ความโปร่งใสนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ ลูกค้ามองหาแบรนด์ที่มีจริยธรรมและมีความคิดความเข้าใจที่สอดคล้องกับตัวลูกค้า

ผลกระทบหากธุรกิจไม่สนใจ Customer Experience

การละเลย Customer Experience อาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อธุรกิจในหลายด้าน:

  1. สูญเสียลูกค้า – ลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์ไม่ดีมักไม่กลับมาใช้บริการอีก และยังบอกต่อประสบการณ์แย่ ๆ ให้คนอื่นรู้
  2. เสียชื่อเสียง – รีวิวและการบ่นในโซเชียลมีเดียมีพลังทำลายล้างสูง เพียงไม่กี่โพสต์ก็สามารถทำลายชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน
  3. เสียเงิน – ธุรกิจต้องเสียเงินมหาศาลเพื่อแก้ไขชื่อเสียงและดึงดูดลูกค้าใหม่
  4. เสียโอกาส – คู่แข่งที่ให้ความสำคัญกับ Customer Experience จะฉวยโอกาสคว้าลูกค้าของคุณไป
  5. พนักงานไม่มีความสุข – พนักงานต้องเผชิญกับลูกค้าที่โกรธ บ่น ร้องเรียน ส่งผลต่อสภาพจิตใจและประสิทธิภาพการทำงาน

ระบบบริหารจัดการ Customer Experience

ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีและระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการ Customer Experience ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีให้เลือกใช้หลากหลายตามความเหมาะสมกับธุรกิจ:

  1. ระบบ CRM (Customer Relationship Management) – ช่วยในการเก็บข้อมูลลูกค้า วิเคราะห์พฤติกรรม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  2. ระบบบริหารจัดการแชท (Chat Management) – ช่วยในการตอบคำถาม ให้คำปรึกษา และแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าผ่านช่องทางแชทต่าง ๆ เช่น LINE OA, Facebook Messenger
  3. ระบบ Omnichannel – เชื่อมโยงทุกช่องทางการติดต่อเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า
  4. ระบบ Contact Center – ศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ช่วยสร้างความประทับใจและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
  5. ระบบ Chatbot – ใช้ AI ในการตอบคำถามและให้ความช่วยเหลือลูกค้าเบื้องต้น ช่วยลดภาระของพนักงานและให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บริการ Customer Experience ที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญ

หากคุณกำลังพิจารณาปรับปรุง Customer Experience ในธุรกิจของคุณ Cipher มีบริการหลักที่ควรให้ความสำคัญ:

  1. ระบบ CRM ที่มีประสิทธิภาพ – เพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ
  2. ระบบสมาชิกและสะสมแต้ม – เพื่อสร้างความภักดีและกระตุ้นการซื้อซ้ำ
  3. การบริการลูกค้าหลายช่องทาง (Omnichannel) – เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดต่อได้สะดวกผ่านช่องทางที่ต้องการ
  4. เทคโนโลยี AI และ Chatbot – เพื่อตอบสนองคำถามและให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  5. การเก็บและวิเคราะห์ Voice of Customer – เพื่อเข้าใจความต้องการและความคิดเห็นของลูกค้า
  6. การฝึกอบรมพนักงาน – เพื่อให้พนักงานมีทักษะและทัศนคติที่ดีในการให้บริการลูกค้า
  7. การพัฒนาแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย – เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้สะดวก
  8. การสร้างโปรแกรมทดสอบและวัดผล CX – เพื่อประเมินและปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

สรุป: ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Customer Experience

Customer Experience หรือ CX เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบทางธุรกิจในยุคที่การแข่งขันสูง การสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีต้องอาศัยความเข้าใจความต้องการของลูกค้า การออกแบบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ CX จะสามารถสร้างความพึงพอใจ ความภักดี และการบอกต่อจากลูกค้า ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสร้างผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย

หน้าที่ของ Customer Experience คืออะไร?

Customer Experience มีหน้าที่รับผิดชอบในการสร้างประสบการณ์ในระดับ “แบรนด์” โดยต้องคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า และเตรียมการสนับสนุนช่วยเหลือให้พร้อมตลอดทุกช่วงการเดินทาง (Journey) ของลูกค้า ซึ่งครอบคลุมถึงการติดต่อทางโทรศัพท์ การให้บริการหน้าร้าน และทุกประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องรวมถึงช่องทางดิจิทัลทั้งหมด

ตัวอย่างของ CEM มีอะไรบ้าง?

สตาร์บัคส์ เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่ใช้ Customer Experience Management (CEM) ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่เพียงแค่ขายกาแฟ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมและประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ผ่านการตกแต่งร้าน บรรยากาศ และการบริการ สตาร์บัคส์เข้าใจว่าคุณค่าของแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประสบการณ์ทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งคุย นั่งทำงาน หรือพบปะผู้อื่นในพื้นที่ที่สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นมิตร

กระบวนการ CX มีอะไรบ้าง?

แนวทางการพัฒนา Customer Experience (CX)

  1. รับฟัง: สอบถามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อเข้าใจความต้องการและความคาดหวังที่แท้จริง
  2. เข้าใจ: วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรม ความชอบ และความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก
  3. แก้ไข: นำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงสินค้า บริการ และกระบวนการทำงานเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด
  4. พัฒนา: สร้างประสบการณ์ที่ดี น่าประทับใจ และเกินความคาดหมายของลูกค้า เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

การสร้าง Customer Experience ที่ดีเพื่อรักษาฐานลูกค้าให้ได้อย่างยั่งยืนมีวิธีการอย่างไรบ้าง?

  1. วิเคราะห์พฤติกรรมและความคาดหวังของลูกค้าเป้าหมาย: ศึกษาและทำความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร คาดหวังอะไร และมีพฤติกรรมการซื้อแบบไหน เพื่อนำมาออกแบบประสบการณ์ที่เหมาะสม
  2. กำหนดวัตถุประสงค์ของการสร้าง Customer Experience ให้ชัดเจน: ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการให้ลูกค้ารู้สึกอย่างไรหลังจากมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ และวางแผนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น
  3. เข้าใจเส้นทางเดินของลูกค้าและเพิ่มช่องทางการติดต่อ: วิเคราะห์ Customer Journey ในทุกจุดสัมผัส และพัฒนาช่องทางการติดต่อที่หลากหลายเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้สะดวก
  4. เก็บ Insights ของลูกค้ามาพัฒนาในทุกขั้นตอนให้ดีขึ้น: รวบรวมข้อมูลและความเห็นของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาทุกองค์ประกอบของประสบการณ์ลูกค้า
  5. พัฒนาคุณภาพของพนักงานแต่ละฝ่าย: ฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของพนักงานให้มีความรู้ ความสามารถ และทัศนคติที่ดีในการให้บริการและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
Scroll to Top