รีวิว 5 เครื่องมือช่วยวัด Customer Experience ที่ธุรกิจควรใช้

รีวิว 5 เครื่องมือช่วยวัด Customer Experience ที่ธุรกิจควรใช้

Table of Contents

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้น แบรนด์ต่างๆ จำเป็นต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างและช่วงชิงพื้นที่ในใจลูกค้า หนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือการมุ่งเน้นการสร้าง “ประสบการณ์ลูกค้า” หรือ Customer Experience (CX) ที่ดี การมีไอเดียการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าที่แปลกใหม่และตรงใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ธุรกิจจะรู้ได้อย่างไรว่า CX ที่สร้างขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่? คำตอบคือการใช้ 5 เครื่องมือช่วยวัด Customer Experience ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

Customer Experience แปลว่าอะไร และทำไมถึงสำคัญ?

5 เครื่องมือช่วยวัด Customer Experience - Customer Experience แปลว่าอะไร

Customer Experience แปลว่า “ประสบการณ์ลูกค้า” หรือเรียกสั้นๆ ว่า CX คือประสบการณ์ทั้งหมดที่ลูกค้าได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ ตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ ผ่านการซื้อสินค้าหรือบริการ ไปจนถึงการใช้งานและบริการหลังการขาย Experience มีอะไรบ้างนั้น ครอบคลุมตั้งแต่ความรู้สึกแรกเมื่อเห็นโฆษณา การเยี่ยมชมเว็บไซต์ การพูดคุยกับพนักงาน การได้ทดลองสินค้า การชำระเงิน ไปจนถึงการใช้งานหลังการซื้อ ทุกจุดสัมผัส (Touchpoints) ที่ลูกค้ามีกับธุรกิจล้วนส่งผลต่อประสบการณ์โดยรวมทั้งสิ้น การบริหารประสบการณ์เหล่านี้ให้ดีเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ Marketing Mix ที่ธุรกิจควรใส่ใจ

การเก็บ Customer Feedback คือกุญแจสำคัญในการปรับปรุง CX เพราะช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ความสำคัญของ Customer Experience มีหลายประการ ได้แก่:

  • เพิ่มยอดขาย: ลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์ที่ดีมีแนวโน้มซื้อสินค้าซ้ำและซื้อในปริมาณที่มากขึ้น
  • สร้างความภักดีต่อแบรนด์: ประสบการณ์ที่ดีช่วยเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็น Brand Lover ที่ภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว
  • เกิดการบอกต่อ: ลูกค้าที่ประทับใจจะแนะนำแบรนด์ให้กับคนรอบข้าง สร้างการเติบโตแบบออร์แกนิค
  • สร้างความแตกต่าง: ในตลาดที่สินค้าและบริการมีความคล้ายคลึงกัน ประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่าช่วยสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์

การสร้าง Customer Experience ที่ดียังสามารถเสริมประสิทธิภาพของระบบ CRM และประโยชน์ต่อธุรกิจ ได้อย่างมาก เพราะช่วยให้ข้อมูลลูกค้าที่ได้รับมีคุณภาพและสามารถนำไปใช้พัฒนาสินค้าและบริการได้ตรงความต้องการมากขึ้น

5 จุดสัมผัสสำคัญที่ควรเสริมให้แกร่งเพื่อสร้าง Customer Experience ที่ดี

Customer Insight คือความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการ ความคาดหวัง และพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งได้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลและความคิดเห็นของลูกค้า การเข้าใจ Customer Insight จะช่วยให้เราสามารถออกแบบจุดสัมผัส (Touchpoints) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนจะพูดถึงเครื่องมือวัดผล CX เรามาทำความเข้าใจก่อนว่าจุดสัมผัส (Touchpoints) สำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้ามีอะไรบ้าง เพื่อให้ทราบว่าเราควรวัดผลอะไรบ้าง:

  1. Website / Search: เว็บไซต์คือจุดสัมผัสที่สำคัญมาก เพราะเมื่อลูกค้าต้องการข้อมูล พวกเขามักเข้าไปที่เว็บไซต์เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริการ การออกแบบเว็บไซต์ที่ใช้งานง่าย มีข้อมูลที่ทันสมัย รวมถึงการทำ SEO ที่ดีเพื่อให้ลูกค้าค้นหาเจอแบรนด์ของเราได้ง่าย จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
  2. Email Newsletter: อีเมลเป็นช่องทางที่ดีในการสื่อสารกับลูกค้า ช่วยเพิ่มการรับรู้ กระตุ้นยอดขาย สร้างฐานลูกค้าประจำ และรักษาความสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งข่าวสาร โปรโมชั่น และเนื้อหาที่มีประโยชน์ผ่านอีเมล พร้อมทั้งวัดผลว่าเนื้อหาแบบไหนที่ลูกค้าชื่นชอบ จะช่วยให้การทำการตลาดผ่านอีเมลมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  3. Customer Service: การให้บริการลูกค้าที่ดีเป็นตัวสร้างความแตกต่างระหว่างธุรกิจของคุณกับคู่แข่ง การตอบสนองต่อคำถามหรือปัญหาของลูกค้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจและความภักดีต่อแบรนด์ ระบบที่รวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางมาไว้ที่เดียว เช่น Choco FastHelp สามารถช่วยให้การตอบคำถามลูกค้ารวดเร็วและป้องกันการตอบคำถามตกหล่นได้
  4. Social Media: โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมต่อกับลูกค้า ช่วยสร้างการรับรู้ แชร์คอนเทนต์ และตอบคำถามลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นช่องทางในการทำแคมเปญโฆษณาและวัดผลความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้บริการ Social Media Marketing และ Social Media Management ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของจุดสัมผัสนี้ได้อย่างมาก
  5. Maps/GPS: แผนที่และ GPS ช่วยให้ลูกค้าพบธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าค้นหาร้านใกล้เคียงหรือพิมพ์คำว่า “ใกล้ฉัน” การอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ เบอร์ติดต่อ เวลาทำการ และการมีรีวิวที่ดีจะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5 เครื่องมือช่วยวัด Customer Experience ที่ธุรกิจควรใช้

การวัดและปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน ไอเดียการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าต้องมาจากข้อมูลที่ได้จากการวัดผลที่แม่นยำ นี่คือ 5 เครื่องมือช่วยวัด Customer Experience ที่มีประสิทธิภาพในการวัดความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า:
5 เครื่องมือช่วยวัด Customer Experience

1. Net Promoter Score (NPS)

NPS เป็นตัวชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ พัฒนาโดย Fred Reichheld นักธุรกิจและนักคิดชาวอเมริกัน เครื่องมือนี้วัดความภักดีในระยะยาวและความสัมพันธ์โดยรวมที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์

วิธีการวัด: ถามคำถามง่าย ๆ กับลูกค้าว่า “คุณจะแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการนี้ให้กับเพื่อนหรือครอบครัวของคุณหรือไม่?” โดยให้คะแนนจาก 0-10 แล้วแบ่งลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม:

  • Promoters (คะแนน 9-10): ลูกค้าที่มีความภักดีและยินดีแนะนำให้ผู้อื่น
  • Passives (คะแนน 7-8): ลูกค้าที่พึงพอใจในระดับปานกลางแต่ไม่มีความภักดีสูง
  • Detractors (คะแนน 0-6): ลูกค้าที่ไม่พึงพอใจและอาจทำลายชื่อเสียงของแบรนด์

การคำนวณ NPS ทำได้โดยนำร้อยละของ Promoters ลบด้วยร้อยละของ Detractors

วิธีการนำไปใช้: สามารถทำได้หลายวิธี เช่น:

  • สร้าง Feedback Pop-up บนเว็บไซต์
  • ส่งแบบสอบถามผ่านอีเมลหลังการใช้บริการ
  • โทรสอบถามความคิดเห็นโดยตรง

2. Customer Effort Score (CES)

CES เป็นการวัดว่าลูกค้าต้องใช้ความพยายามมากน้อยเพียงใดในการโต้ตอบกับบริษัทหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขอความช่วยเหลือ การซื้อสินค้า หรือการแก้ปัญหา เป้าหมายคือการประเมินว่าลูกค้ารู้สึกว่าขั้นตอนหรือกระบวนการต่าง ๆ ง่ายหรือยากเพียงใด

วิธีการวัด: ใช้แบบสอบถามหลังจากที่ลูกค้าโต้ตอบกับบริษัท โดยถามคำถามเช่น “บริษัทของเราทำให้การแก้ปัญหาของคุณง่ายเพียงใด?” ให้คะแนนตั้งแต่ “ง่ายมาก” ไปจนถึง “ยากมาก”

เนื่องจากความง่ายในการใช้บริการมีผลต่อความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า CES จึงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการให้บริการ

3. Customer Satisfaction (CSAT)

CSAT คือ การวัดความพึงพอใจของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ บริการ หรือประสบการณ์ที่ได้รับ CSAT เป็นตัวชี้วัดที่ใช้บ่อยที่สุดในการประเมินความรู้สึกของลูกค้าหลังจากการทำกิจกรรมใดๆ เช่น การซื้อสินค้า การใช้บริการ หรือการได้รับการสนับสนุนจากทีมลูกค้าสัมพันธ์

วิธีการวัด: ใช้แบบสอบถามที่มีคำถามตรงไปตรงมา เช่น “คุณพึงพอใจกับผลิตภัณฑ์/บริการของเรามากน้อยเพียงใด?” ให้คะแนนเป็นระดับ เช่น 1 ถึง 5 หรือ 1 ถึง 10 โดยคะแนนสูงสุดแสดงถึงความพึงพอใจสูงสุด

CSAT เป็นเครื่องมือที่ดีในการวัดความพึงพอใจระยะสั้นและปฏิกิริยาต่อการโต้ตอบเฉพาะ ทำให้ธุรกิจสามารถระบุปัญหาและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

4. Customer Retention Rate (CRR)

Customer Retention Rate หรืออัตราการรักษาลูกค้า เป็นการวัดว่าในช่วงเวลาหนึ่งธุรกิจสามารถรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้มากน้อยแค่ไหน

วิธีการคำนวณ: วิธีการคำนวณ: CRR = ((จำนวนลูกค้าเมื่อสิ้นสุดช่วงเวลา – จำนวนลูกค้าใหม่ในช่วงเวลานั้น) / จำนวนลูกค้าเมื่อเริ่มต้นช่วงเวลา) × 100

CRR เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเพราะการรักษาลูกค้าเดิมมักมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการหาลูกค้าใหม่ หากอัตราการรักษาลูกค้ามีค่าต่ำ อาจหมายถึงว่าแบรนด์ไม่สามารถสร้างความพึงพอใจหรือรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีพอ

5. Customer Lifetime Value (CLV)

Customer Lifetime Value (CLV) คือการคำนวณมูลค่าของลูกค้าในระยะยาวที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของลูกค้าตลอดช่วงเวลาที่ลูกค้าจะยังคงอยู่กับแบรนด์

ความสำคัญของ CLV:

  • ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจมูลค่าระยะยาวของลูกค้าแต่ละราย
  • ช่วยในการคำนวณต้นทุนในการดึงดูดลูกค้าใหม่
  • ช่วยในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดและการจัดสรรงบประมาณ

CLV เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้า

เครื่องมือเทคโนโลยีที่ช่วยในการวิเคราะห์ Customer Experience

นอกจากตัวชี้วัดที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีเครื่องมือเทคโนโลยีที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ดังนี้:

1. Website Analytics

การวิเคราะห์เว็บไซต์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าบนเว็บไซต์ ช่วยให้เราเห็นว่าลูกค้าใช้เวลานานแค่ไหนในแต่ละหน้า คลิกที่ไหนบ้าง และออกจากเว็บไซต์ตรงไหน การเลือกระบบ CMS ที่เหมาะสมสำหรับองค์กร ยังช่วยให้การจัดการเว็บไซต์และการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. Google Analytics

Google Analytics เป็นเครื่องมือที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์ โดยช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

  • ติดตามพฤติกรรมการเข้าชมเว็บไซต์
  • วิเคราะห์แหล่งที่มาของผู้ใช้
  • ตรวจสอบความสามารถในการแปลงผู้เยี่ยมชมเป็นลูกค้า
  • วิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์และปรับปรุง UX/UI

3. VWO (Visual Website Optimizer)

VWO เป็นเครื่องมือสำหรับการทดสอบ A/B และการเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงบนเว็บไซต์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

  • ทดสอบดีไซน์หรือเนื้อหาที่ต่างกันเพื่อดูว่าแบบไหนสร้างการแปลงได้ดีกว่า
  • ทดลองสิ่งใหม่ ๆ เพื่อหาวิธีการที่ทำให้ประสบการณ์ของลูกค้าราบรื่นขึ้น
  • เพิ่มอัตราการแปลงและยอดขาย

4. Contentsquare

Contentsquare เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ประสบการณ์ผู้ใช้งานที่เน้นการติดตามพฤติกรรมเชิงลึกบนเว็บไซต์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

วิเคราะห์การคลิก การเลื่อน และการมีปฏิสัมพันธ์อื่น ๆ
ศึกษาว่าองค์ประกอบต่าง ๆ บนเว็บไซต์ส่งผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้อย่างไร
ระบุจุดที่ลูกค้าหยุดคลิกหรือมีปัญหา
ปรับปรุง UX ได้อย่างละเอียด

5. Appsflyer

Appsflyer เป็นเครื่องมือที่เน้นการวิเคราะห์แอปพลิเคชันมือถือ ช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

  • ติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้แอป
  • วิเคราะห์แหล่งที่มาของผู้ใช้
  • ติดตามประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา
  • วัดผลการตลาดผ่านมือถือ

6. Social Media Listening Tools

เครื่องมือติดตามและวิเคราะห์ความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดียช่วยให้ธุรกิจสามารถ:

  • ติดตามการพูดถึงแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย
  • วิเคราะห์ความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์
  • ระบุแนวโน้มและประเด็นที่ลูกค้าให้ความสนใจ
  • ปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสาร

เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยพัฒนา Customer Experience

ในยุคดิจิทัล มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ก้าวไปอีกขั้น ดังนี้:

1. AI และ Chatbot

AI และแชทบอทสามารถช่วยให้ลูกค้าได้รับการตอบสนองทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดย:

  • ตอบคำถามพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว
  • แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า
  • เก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า
  • ส่งต่อข้อมูลให้พนักงานเมื่อจำเป็น

ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพคือ Sephora ที่ใช้แชทบอทแนะนำผลิตภัณฑ์ความงามให้ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล ช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า

2. Metaverse

Metaverse หรือโลกเสมือนกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่แบรนด์สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า โดย:

  • สร้างประสบการณ์เสมือนจริงที่ลูกค้าสามารถโต้ตอบกับแบรนด์ได้
  • เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองสินค้าในรูปแบบดิจิทัลก่อนซื้อจริง
  • สร้างชุมชนออนไลน์ที่เชื่อมโยงลูกค้าเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จคือ Nike ที่เปิดตัว Nikeland บน Roblox เป็นพื้นที่เสมือนจริงที่ลูกค้าสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และสร้างตัวละครอวตารด้วยสินค้าของ Nike ได้

บริการจาก Cipher เพื่อยกระดับ Customer Experience

ในฐานะ บริษัทเอเจนซี่ Digital Marketing แบบครบวงจร Cipher มีบริการที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าของธุรกิจคุณ ดังนี้:

  1. วิเคราะห์ Customer Journey: เราช่วยคุณวิเคราะห์เส้นทางการเดินทางของลูกค้าตั้งแต่รู้จักแบรนด์จนถึงการซื้อซ้ำ เพื่อระบุจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง
  2. พัฒนาระบบ CRM และวัดผล CX: เราให้คำปรึกษาและช่วยวางระบบ CRM ที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ พร้อมทั้งวางแผนการวัดผล Customer Experience ด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ
  3. สร้างและพัฒนา Touch Points: เราช่วยออกแบบและพัฒนาจุดสัมผัสทั้ง 5 ที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน
  4. การทำการตลาดแบบ Omnichannel: เราช่วยให้ธุรกิจของคุณเชื่อมโยงทุกช่องทางการสื่อสารและการขายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า
  5. การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI: เราใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและพัฒนาระบบ AI ที่ช่วยให้คุณเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

สรุป

การวัดและปรับปรุง Customer Experience ด้วย 5 เครื่องมือสำคัญ (NPS, CES, CSAT, CRR และ CLV) ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อใช้ร่วมกับเทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI และ Chatbot จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจ Cipher พร้อมช่วยธุรกิจของคุณยกระดับ Customer Experience ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing แบบครบวงจร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล

คำถามที่พบบ่อย

1. เครื่องมือวัด Customer Experience แบบไหนเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก?

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แนะนำให้เริ่มต้นด้วย NPS และ CSAT เนื่องจากเข้าใจง่าย นำไปใช้ได้ทันที และมีค่าใช้จ่ายน้อย สามารถทำแบบสอบถามสั้นๆ ผ่านอีเมลหรือหน้าเว็บไซต์หลังการให้บริการได้เลย

2. ควรวัดผล Customer Experience บ่อยแค่ไหน?

ความถี่ในการวัดผลขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ แต่โดยทั่วไปควรทำอย่างน้อยทุกไตรมาส สำหรับ CSAT ควรวัดหลังการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าทันที ส่วน NPS สามารถทำทุก 3-6 เดือนเพื่อติดตามแนวโน้มระยะยาว

3. จะนำข้อมูลจากการวัด Customer Experience ไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด?

นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาจุดอ่อนและจุดแข็งของธุรกิจ จัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหา สื่อสารผลลัพธ์ให้ทุกฝ่ายในองค์กรรับทราบ และวางแผนปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา CX ให้ดีขึ้นในรอบถัดไป
Scroll to Top